ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ปรากฏการณ์จีนบุกไทย – ไชน่าทาวน์ใหม่ในกรุงเทพฯ

ปรากฏการณ์จีนบุกไทย – ไชน่าทาวน์ใหม่ในกรุงเทพฯ

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่อง
ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย และ ธิติ มีแต้ม ภาพ

ย้อนกลับไปในยุคที่อากงอาม่า ล่องเรือสำเภาหนีสงครามกลางเมืองเข้ามาในไทย หรือที่เรียกว่าเป็น ‘ซิงตึ๊ง’ หอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาตั้งรกรากในสยามประเทศ ทำมาหากิน ก่อร้างสร้างตัว จนได้ชื่อและสัญชาติไทย เปลี่ยนจากแซ่กลายเป็นนามสกุลแบบไทย กลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่กลมกลืนกับผู้คนแผ่นดินเดียวกัน
ผ่านมาครึ่งค่อนศตวรรษ หลังจากจีนเปิดประเทศ คนจีนรุ่นใหม่หลายคน ก็กระจายตัวไปเรียนต่อหรือทำธุรกิจที่ต่างประเทศ จีนกลายเป็นจีนใหม่ พัฒนาด้านเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ยึดทุนนิยมเป็นสำคัญ จนเข้ามายึดพื้นที่ทำมาหากินจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ทุกวันนี้ หากเราเดินไปในย่านห้วยขวาง โดยเฉพาะเส้นประชาราษฎร์บำเพ็ญ เราจะพบเห็นชาวจีนจำนวนมาก ตั้งตัวอยู่กันเป็นชุมชน เปิดร้านขายของเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งร้านอาหาร ร้านขายยา และข้าวของเครื่องใช้ แต่คนเหล่านี้ไม่เหมือนกับชาวจีนเยาวราชดั้งเดิม จีนใหม่เหล่านี้เข้ามาสร้างไชน่าทาวน์ใหม่ ทำธุรกิจในรูปแบบของตัวเอง น้อยคนที่จะพูดภาษาไทย แต่กลายเป็นว่าสื่อสารกันด้วยภาษาจีนกลางและอังกฤษ ยังไม่นับคนจีนกลุ่มอื่นๆ ในย่านลาดกระบัง ศรีนครินทร์ สุขุมวิท และย่านเสือป่าพลาซ่า ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชน แต่อาจแตกต่างด้วยลักษณะของคนแต่ละพื้นที่


1.ห้วยขวางกลายเป็นย่านคนจีนไปแล้ว ?
7,000 คน คือประมาณการจำนวนชาวจีนใหม่ ใน ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ เขตห้วยขวาง (ที่มาข้อมูล: ฝ่ายปกครอง สำนักงานเขตห้วยขวาง) ที่ดินเปลี่ยนมือ // ‘ห้วยขวาง’ เปลี่ยนไป ถ้าการเคลื่อนย้ายของจีนรุ่นใหม่ = การเปลี่ยนมือของพื้นที่ และราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น... พร้อมๆ กับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการจีน...ชุมชนใหม่กำลังรุกคืบ ?



ไชน่าทาวน์แห่งใหม่ย่านห้วยขวาง ตอน 2

เผยแพร่เมื่อ 4 ส.ค. 2016
กรุงเทพฯ 4 ส.ค.-ย่านถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ห้วยขวาง หรือนิวไชน่าทาวน์ มีชาวจีนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเข้ามาอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมาย และปักหลักทำการค้าแบบไม่ถูกกฎหมาย ที่พบมากคือธุรกิจรับฝากของ และธุรกิจขนส่งสินค้าไทยไปขายในจีน.-สำนักข่าวไทย



Backpack Journalist : 3 มหาอำนาจ (19 ม.ค. 61)


Special Report | ห้วยขวาง - ไชน่าทาวน์ 2 | ข่าวช่องวัน | one31

ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนที่เคยผ่านไปที่ย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จะเห็นว่าบรรยากาศเริ่มดูคล้ายกับเยาวราช ไชน่าทาวน์ เพราะมีร้านค้า ร้านอาหารของคนจีน ติดป้ายภาษาจีนอยู่มากมาย รวมถึงนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็เป็นชาวจีน จนเกิดเป็นคำถามว่าคนจีนเหล่านี้เข้ามาทำอะไรกันที่ห้วยขวาง ติดตามจากรายงาน ล่าตีแผ่ เค้นความจริง

ไชน่าทาวน์แห่งใหม่ย่านห้วยขวาง

กรุงเทพฯ 3 ส.ค.-ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ย่านห้วยขวาง ได้รับการขนานนามว่าเป็นนิวไชน่าทาวน์ จากการที่มีชาวจีนมาพักอาศัยและทำธุรกิจอยู่อย่างหนาแน่นตั้งแต่ปลายปี 57 จนถึงปัจจุบัน นักวิจัยจากจุฬาฯ ระบุว่าส่วนใหญ่เป็นชาวจีนรุ่นใหม่ เป็นจีนกวางสีและจีนยูนนาน และเรียกว่านักท่องเที่ยวที่ย้ายถิ่นฐานชั่วคราว.-สำนักข่าวไทย


น่าสนใจว่า จีนใหม่เหล่านี้ เข้ามาในไทยด้วยวิธีการใด ผิดหรือถูกกฎหมายแค่ไหน เข้ามาทำธุรกิจอะไร และไทยจะได้รับผลกระทบทั้งด้านดีและด้านร้ายแบบใดบ้าง
งานวิจัยเรื่อง ‘การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนรุ่นใหม่ : กรณีศึกษาชุมชนจีนแห่งใหม่’ (2558) ซึ่งมี ดร.ชาดา เตรียมวิทยา เป็นหัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่าในช่วงนั้น มีจีนใหม่ในกรุงเทพฯ ประมาณ 70,000 คน แต่ตอนนี้ในปี 2561 ทั่วประเทศน่าจะมีคนจีนเข้ามาอยู่ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน
จำนวนเหล่านี้ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่เป็นคนจีนที่มาอยู่ในไทยเป็นระยะเวลานาน หาลู่ทางทำธุรกิจ และมองไทยเป็นโอกาสการค้าที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ
101 นัดสัมภาษณ์กับ ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ศึกษาเรื่องจีนมาอย่างยาวนาน จบปริญญาเอกจาก East China Normal University ที่เซี่ยงไฮ้ และเข้าใจวัฒนธรรมความเป็นไทย-จีนอย่างดี
ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาว่าด้วยจีนใหม่ กับไทยที่อาจไม่เหมือนเดิม


ถ้ามองเจาะเฉพาะพื้นที่ อย่างในเส้นประชาราษฎร์บำเพ็ญ ที่ห้วยขวาง มีลักษณะพิเศษอย่างไร ทำไมคนจีนรุ่นใหม่จึงเลือกมาตั้งถิ่นฐานที่นี่

เท้าความประวัติศาสตร์ไปก่อนหน้านี้ ย่านห้วยขวางมีบริษัทจีน ไต้หวัน เข้ามาตั้งเยอะ คนจีนที่มาทำงานก็เช่าหอพักแถวนั้น ยิ่งมีสถานบันเทิงกลางคืน อยู่ใจกลางเมือง ค่าเช่าหอพักไม่แพง เขาก็คิดว่าเหมาะ
แล้วยังมีจีนอีกชุดหนึ่ง คือจีนเชื้อสายยูนนาน เป็นจีนทางเหนือบนดอย มีบัตรประชาชนไทย เขาพูดจีนกลางได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่เหนือกว่าคนไทยเชื้อสายจีนกรุงเทพฯ ที่พูดได้แต่ภาษาถิ่น เช่น แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ฯลฯ สื่อสารกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาใหม่ไม่ได้ คนจีนยูนนานทางแม่สะลองก็เลยเข้ามาทำธุรกิจ เริ่มจากขายอาหารเล็กๆ น้อยๆ จากแต่เดิมมีร้านอาหารยูนนานไม่กี่ร้าน ก็เริ่มมีมากขึ้นหลังจากสถานทูตจีนจัดอบรมครูอาสาสมัครจีนที่เข้ามาทำงานในไทย
เขาเลือกโรงแรมที่ใกล้สถานทูตจีน (ตั้งอยู่รัชดาภิเษกซอย 3) คนจีนเหล่านี้ก็มารวมกันวันปฐมนิเทศ ผ่านไป 2 ปี กลับมาที่เดิมวันปัจฉิมนิเทศ ก่อนกลับประเทศก็ต้องซื้อของฝาก แน่นอนห้างในกรุงเทพฯ มีเยอะ แต่ของไม่ครบหรือไม่ตรงอย่างที่เขาต้องการ แต่เส้นประชาราษฎร์บำเพ็ญ สองข้างทางมีของครบเลย อยากได้อะไรมีหมด
แล้วช่วงหลัง เส้นนี้ก็ปรับ จากขายของปลีกแยกเป็นชิ้นๆ เขาก็ขายส่ง ผู้ช่วยไกด์ที่เป็นคนจีนก็เอาไปขายนักท่องเที่ยวจีนต่อ ก็เริ่มทำให้เส้นนี้บูม ประจวบกับหนังเรื่อง ‘Lost in Thailand’ ที่ดังมากในจีน ทำให้ทุกคนยิ่งอยากมาเมืองไทย
โซเชียลมีเดียของจีนก็ไวมาก เขาดูแอพพลิเคชั่นเลย ที่ไหนซื้อของได้ ที่ไหนมีที่พักราคาถูก เขาขอแค่ที่พักปลอดภัย นอนได้ เดินทางสะดวกก็พอแล้ว แล้วตรงนั้นมีรถไฟฟ้าใต้ดิน ขยับมาหน่อยเป็นตลาดนัดตรงสถานีสุทธิสาร เขาก็ไปไหว้พระพิฆเนศ รัชดาศิวาลัยสถาน ซื้อโค้กไปไหว้ราหู เป็นที่มาของตลาดพราหมณ์ย่านนั้น
ความแตกต่างของคนจีนกับไทยคือ คนไทยไปไหว้ ได้เครื่องรางมาก็อนุโมสาธุ แต่คนจีนมองปุ๊บ ถามเราเลย พระเครื่องนี้ต้นทุนเท่าไหร่ หาวิธีปั๊มยังไง เขามีความเป็นนักธุรกิจ เป็นนักผจญภัย

จีนใหม่ที่เข้ามาตั้งรกรากที่ห้วยขวาง เป็นคนรุ่นอายุเท่าไหร่

รุ่นใหม่เลย อายุประมาณ 25-40 ปี เป็นกลุ่มคนที่เกิดหลังปี 1980 แล้วคนเหล่านี้มีการศึกษาสูง ส่วนมากจบปริญญาตรี อย่างต่ำก็จบ ม.6 เขาจะไม่บอกว่าเขาเป็นเจ้าของร้าน แต่บอกว่ามาช่วยญาติดูแลร้าน

ประมาณว่าเป็นเถ้าแก่น้อย?

ประมาณนั้น แล้วเขาระวังตัว ไม่ค่อยเปิดเผย แต่ก็จะมีคนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจคลีนๆ หน่อย เขาเริ่มจากการมาเป็นครูอาสาสมัครจีน ได้แต่งงานกับคนไทย เปิดร้านขายรังนก ไปซื้อที่ปากพนัง มีโรงงานอยู่บางเลน แล้วบรรจุใส่ขวด ที่น่าสนใจคือ เขามีสติ๊กเกอร์ WeChat ให้สแกน QR code บอกได้ว่ารังนกนี้ผลิตเมื่อไหร่ ต้นทางอยู่ไหน เถ้าแก่คือใคร ผ่าน อย. ทั้งไทยและจีนแล้ว นี่คือความทันสมัยที่ทำให้ผลิตภัณฑ์น่าเชื่อถือ
คนจีนมีพนักงานมาช่วยงานที่ร้านหลายแบบ แบบแรก เป็นพวกมีทักษะ ส่วนมากเป็นนักศึกษาจีนในไทย พวกนี้พูดได้ทั้งไทยทั้งจีน อีกแบบคือ แรงงานต่างด้าว แล้วเขาดูแลแรงงานต่างด้าวไม่เหมือนบ้านเรา บ้านเราบอกให้ไปอยู่เอง แต่เขาให้ที่อยู่ข้างบน เหมือนเฝ้าของให้เขาด้วย

ในแง่กฎหมาย ถือว่าการเข้ามาทำธุรกิจแบบนี้ผิดมั้ย

ผิด เรื่องของการจดทะเบียนการค้านี่ผิด แต่เวลาสำนักงานเขตไปดู ทะเบียนการค้าถูกต้อง การจดทะเบียนบริษัทถูกต้อง เรามีช่องว่างทางกฎหมาย เขาก็หาช่องที่จะเลี่ยงบาลีได้
สมมติธุรกิจเริ่มต้น 1 ล้านบาท กฎหมายให้คนไทยถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ คนต่างชาติถือ 49 เปอร์เซ็นต์ได้ จริงๆ ก็คือการร่วมทุนแหละ แต่ปรากฏว่า 51เปอร์เซ็นต์เป็นการยืมชื่อ หรือเป็นการเสนอชื่อ ฉันไม่ยุ่งเลยเงินก้อนนี้ของเธอ แต่เธอต้องให้ค่า agreement service เดือนละกี่บาท ก็ตกลงกัน
ต่อมาก็ใช้วิธีการเตะหุ้นเดิมออก แล้วเอาคนที่ตัวเองไว้ใจเข้ามา คนจีนพวกนี้เท่าที่คุยด้วย เขาคาดหวังว่าจะอยู่กัน 10 ปีขึ้นไป ตอนนี้คอนโดมีเนียมก็ทำฟังก์ชั่นเพื่อคนจีนมากขึ้น

คนจีนใหม่เหล่านี้ ต่างจากคนจีนยุคนั่งเรือสำเภามาที่ไทยอย่างไรบ้าง

อาจารย์สุภางค์ จันทวานิช แบ่งจีนในไทยเป็น 4 กลุ่ม คือ หนึ่ง เหล่าตึ๊ง คนจีนที่กลายเป็นไทยในระบบศักดินา คล้ายๆ กับพวกจีนหลวง  สอง ซิงตึ๊ง ที่คนไทยจะมองว่าเป็นคนจีนเชยๆ ซิงแปลว่าใหม่ ตึ๊ง แปลว่าคนจีน ก็คือจีนใหม่ ที่เข้ามาไทยในช่วงเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศจีน  สาม อี๋หมิน คือจีนยุคเปิดประเทศแล้ว คนไทยจะมีความรู้สึกว่า พวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์มาก มารีดไถ  แล้วก็รุ่นใหม่ล่าสุด ซินอี๋หมิน จะต่างกับ 3 ชุดแรก เขามาพร้อมกับไอโฟน มาพร้อมเทคโนโลยี
คนจีนยุคล่องสำเภา เป็นการย้ายถิ่นระลอกแรกๆ เขาหนีภัยสงคราม หนีความยากลำบากในจีนมา เขาใช้คำว่า มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แล้วเขายึดหลักขงจื่อ มีความกตัญญู แต่จีนรุ่นใหม่ไม่มีตรงนี้ แล้วตอนนี้มีตำราหลักสูตรใหม่ในประเทศจีน เช่น วิธีการใช้ลัทธิขงจื่อให้รวย ซึ่งคนไต้หวัน สิงคโปร์ก็ตกใจ คือเขาก็มีการใช้ลัทธิขงจื่อในสังคมของเขานะ แต่เขาตกใจในทฤษฎีของจีน ขงจื่อคือหลักปรัชญา คำสั่งสอน แต่คนจีนไปแปลว่าคือศักดินา
ตอนนี้สีจิ้นผิงก็มาทำซอฟต์พาวเวอร์ เอาขงจื่อมาใช้ในเรื่อง One belt, One road คือตอนนี้คนจีนคิดว่า ขอเป็นทุนนิยม ขอรวยอย่างเดียว เหมือนที่นักศึกษาจีนปี 1 ที่มาเรียนในไทย พอเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาถามหาเลย โรงงานหมอนยางพาราอยู่ไหน โรงงานทำยาหม่อง สบู่อยู่ไหน ฉันจะไปจ้างเพื่อสร้างแบรนด์ฉันขึ้นมา
ตอนนี้มีคำหนึ่งเรียกว่า ฟู่ เอ้อ ต้าย ในภาษาจีน แปลได้ว่า รุ่นที่สอง พวกนี้พ่อแม่มีเงิน ซึ่งพ่อแม่คือรุ่นแรกที่บุกเบิกทำงาน เก็บหอมรอมริบ อายุไม่มาก 40 ต้นๆ เพราะฉะนั้นลูกเขาก็อายุ 20 ลงมา คนจีนเขาจะแบ่งเด็กจากปีเกิด เช่น เกิดหลัง 60 70
เขาทำเป็นสเต็ปที่ว่า หนึ่ง เริ่มเก็บหอมรอมริบ ลูกเริ่มได้เรียนดีๆ มหา’ลัยดีๆ เป็นเด็กที่เกิดในยุค one child policy คือช่วงปี 1980 – 2016 แม้ว่าตอนนี้ให้มีลูก 2 คน เขาก็ไม่อยากมี เพราะมองว่ามีคนเดียวสามารถทุ่มให้ลูกได้เต็มที่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ดังนั้นเด็กกลุ่มที่มาเรียนไทย ก็จะมีเงินจากพ่อแม่ทั้งจากค่าเทอม และค่ากินอยู่ เก็บแป๊บเดียว ได้หลักล้าน เอาไปลงทุนทำธุรกิจ ไปซื้อคอนโด ขายของออนไลน์ เขามีหัวการค้า
รูปแบบห้วยขวางโมเดลตอนนี้ก็เริ่มกระจายแล้ว เอเชียทีคก็มี หรือแม้แต่แถวเยาวราชเก่า ก็เริ่มมีร้านค้าแบบนี้ 2-3 ร้าน
ที่พูดกันอยู่นี้ เขายังประกาศไงว่าฉันคือจีนใหม่ เป็นซินอี๋หมิน แต่ยังมีที่ย่านเสือป่าพลาซ่า ที่เขาไม่บอกว่าเป็นจีนใหม่

จีนใหม่ที่ย่านเสือป่าพลาซ่าเป็นอย่างไร

เขาจะเนียนว่าเป็นลูกหลานซิงตึ๊งที่อยู่ในไทย บางคนก็มีลูกเล็กๆ เขาบอกว่า ปิดเทอม พาลูกกลับบ้าน แต่เรามองว่าไม่น่าใช่ เพราะเด็กคือจีนจ๋าเลย
ส่วนมากเขาจะเนียนว่าเป็นเถ้าแก่ร้าน อายุประมาณ 40 จ้างแรงงานพม่าเป็นเด็กขายของ แล้วเขาจะไม่คุยกับเราเป็นภาษาจีนกลาง แต่คุยด้วยภาษากวางตุ้ง แต้จิ๋ว เพราะกลุ่มเหล่าตึ๊ง ซิงตึ๊ง เขาพูดจีนภาษาถิ่น เขาเลยจะเนียนว่าเป็นแต้จิ๋วเดิมที่ย้ายมาไทย
ที่ห้วยขวางขายสินค้าไทย แต่เสือป่าขายสินค้าจีน บางทีเราใช้โทรศัพท์จีน แล้วไม่มีอะไหล่ เราไปเดินเสือป่า หาอะไหล่ได้ เขาบอกรอมั้ย อาทิตย์นึงให้มารับ จัดการให้ได้ เป็นชิ้นเล็กๆ มาทางเครื่องบิน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีหลากหลาย บางอย่างเราเคยเห็น ลำโพง หรือสายหูฟัง ซึ่งราคาไม่แพง คือมันน่ารัก ก็ล่อใจให้อยากซื้อ

เขามีฐานะเท่าจีนใหม่ที่อยู่ห้วยขวางมั้ย

ที่ย่านเสือป่าพลาซ่าจะน่าสนใจกว่าห้วยขวาง อย่างที่บอกว่ามีเนียนในรูปแบบต่างๆ ก็ยิ่งทำให้เวลาไปแถวนั้น คนจะมีภาพว่าคนจีนแย่ แต่จีนใหม่ที่อยู่ห้วยขวางก็ไม่ใช่ว่ามีฐานะร่ำรวยนะ คนจีนฐานะร่ำรวยที่มาอยู่ไทย เช่น นักวิชาการ ศิลปิน ก็ไม่ไปเดินห้วยขวาง คือเขาก็มีการแบ่งระดับทางสังคมเศรษฐกิจ ส่วนมากเขาอยู่แถวสุขุมวิท พัฒนาการ ศรีนครินทร์
พวกนี้รวมตัวกันเป็นชุมชน รวมกันด้วยแกลลอรี่ งานศิลปะ ต่างจากจีนเก่าที่รวมกันด้วยแซ่ รวมกันตามโรงเจ จีนใหม่มีความสัมพันธ์ในครอบครัวเล็กลง แต่กลายเป็นความสัมพันธ์ทางศิลปะ
หลายคนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในไทย เขายอมจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 2-3 หมื่น เพื่อที่จะได้บ้านที่มีบริเวณ เพราะเขาซื้อบ้านมีที่ดินไม่ได้ แล้วเขาไม่อยากอยู่คอนโดฯ ที่แออัด
พวกนี้เป็นการย้ายถิ่นโดยไม่ตั้งใจ เช่น บางทีก็ต้องมาในระยะเวลาสั้นๆ ตามหน้าที่ แต่ว่าบางคนพบรักกับสาวไทยก็มี ตอนซื้อบ้านก็ต้องใส่ชื่อภรรยา

ประเทศจีนเขาก็พัฒนาเยอะมากแล้ว ทำไมต้องมาอยู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย

จริงๆ เขามองว่าไทยพัฒนาก่อนเขานะ แต่ไทยเราหยุดนิ่งไง แล้วเขาก้าวกระโดด
เขามองว่าประเทศไทยเสรี ในสังคมจีนค่อนข้างปิดกั้นเรื่องรักร่วมเพศ เขามองว่าเราเปิดกว้าง ก็มาที่นี่กัน แล้วที่ไทยความกดดันน้อย ทั้งการทำงาน การเรียน การแข่งขันน้อย
แต่ที่จีนเก็บภาษีเต็มๆ ยิ่งตอนนี้มาเป็นสังคมไร้เงินสด ต้องสแกนทุกอย่าง เพราะฉะนั้นรัฐบาลรู้การใช้จ่ายของคุณ ซื้อผักก็รู้แล้วว่าร้านผักที่อยู่ข้างทางตรงนี้ วันหนึ่งมีรายได้เท่าไหร่ คือคนก็มองว่าดูเท่นะ สังคมไร้เงินสด แต่มันทำให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะเขารู้ว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่ แม้แต่ขอทานมีก็สแกน QR code

การที่จีนใหม่เข้ามาอยู่ในไทย จะส่งผลอย่างไรต่อเด็กไทยรุ่นใหม่

ในทางทฤษฎีมองว่า จีนเข้าถึงทรัพยากรที่ควรจะเป็นของคนไทย เด็กไทยจบใหม่ เงินเดือน 15,000 เข้าไม่ถึงทรัพยากร หรือรัฐสวัสดิการ แต่คนจีนไม่ต้องมีสวัสดิการอะไร เขามีเงิน มีพาวเวอร์
เด็กจีนพวกนี้เป็นเด็กพร้อม ครอบครัวเขาก็พร้อม มาถึงซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อคอนโดฯ พวกนี้เขามาอย่างถูกต้อง เพราะว่ากฎหมายให้สิทธิ์คนต่างประเทศ ในโครงการคอนโดฯ หลังหนึ่ง คนต่างประเทศสามารถซื้อได้ 49 เปอร์เซ็นต์ ไทยไม่มีการจำกัดทรัพยากร แต่ในสิงคโปร์ซื้อไม่ได้นะ เพราะกฎหมายบอกว่าถ้าราคาอยู่ในระดับต้นๆ ล่างๆ ขนาดนี้ สิงคโปร์จะเก็บไว้ให้หนุ่มสาวที่เริ่มชีวิตทำงาน แต่ของคนไทยไม่ได้มีการจำกัดว่า ต้องเป็นระดับ hi-end ขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าคอนโดราคาล้านกว่าๆ คนจีนซื้อได้ มีบางที่คนจีนอยู่ทั้งตึก ทั้งซื้อ ทั้งเช่า
เด็กไทยต้องมีการปรับตัว จากการที่เคยสอนหนังสือเด็กจีนมาใน ม.เอกชน เด็กจีนขยัน บางคนอาจมองว่าเขาห่วย สอบเกาเข่า (ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีน) ไม่ผ่านมาจากประเทศจีน แต่ประเด็นคือพวกนี้ตั้งใจเรียนกว่า อึดกว่าเด็กไทย

นอกจากเรื่องปัญหาการแย่งทรัพยากรแล้ว เรื่องศักยภาพการเรียนตอนนี้ เด็กไทยเป็นยังไง

ขยันๆ ก็มี ที่ทุ่มเททุกอย่างก็มี แต่ที่ไม่ยอมซื้อหนังสือก็มี คือเงื่อนไขเด็กไทยจะเยอะ นู่นนี่ มีต่อรอง แต่เด็กจีนเขาถูกฝึกมา ไม่ต่อรองกับคนสอนเลย บอกอะไรก็ทำ แล้วทำเต็มที่ เวลาสอน เขาจะถาม คนสอนก็สนุก อยู่กับเขาก็คุ้มไงกับเวลา 3 ชั่วโมง จะมีการโต้ตอบกัน
เคยถามเขาว่า คิดยังไงกับไทยแลนด์ 4.0 เขาบอกว่าเป็นไปได้ไง ไทยแลนด์ 4.0 สู้ประเทศจีน 3.0 ยังไม่ได้เลย แรงมาก (หัวเราะ) ตอนนี้จีนเขา 5.0 แล้วนะ แล้วเขามองออกด้วยว่า คุณจะทำนโยบาย 4.0 แต่คุณดูสิว่าสิ่งแวดล้อมในไทยตอนนี้ยังไม่ได้เลย เขากล้าโต้ตอบ แล้วเด็กจีนมีความรู้ทั่วไปเยอะ คนชอบบอกว่า เด็กจีนแคบ ถูกบล็อกจินตนาการ แต่ความจริงไม่ใช่ เขาไวมาก แล้วเขาพยายามเรียนรู้ ทั้งภาษาอังกฤษและไทย
ถ้าเขาจบมา เด็กไทยต้องปรับตัว ต้องแข่งกับเขาเยอะ ที่บอกว่าเขามีหัวคิดทางธุรกิจไง เรายังเรียนตามหลักสูตรที่จัดมาเป็นสำรับให้ แต่เด็กจีนเริ่มแล้ว หาโรงงาน หาธุรกิจทำตั้งแต่ปี 1 เลย

รัฐบาลจีนสนับสนุนให้คนจีนมาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศอื่นแค่ไหน

ก็เคยมีนโยบาย Go Out policy ของเติ้งเสี่ยวผิง แต่ไม่ใช่ลักษณะอย่างนี้  ช่วงก่อนเหตุการณ์เทียนอันเหมิน จีนเป็นประเทศที่เคยมีคนมาลงทุน แต่เติ้งเสี่ยวผิง เปลี่ยนให้จีนไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน เพราะมองว่ามีจีนโพ้นทะเลอยู่ วัฒนธรรมใกล้เคียงกัน
ขณะเดียวกันชาวจีนโพ้นทะเลในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ยังส่งเงินกลับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เด็กรุ่นใหม่ๆ บางทีก็อาจรับไม่ได้ที่พ่อแม่ฉัน ทำงานเสร็จยังต้องส่งเงินไปให้ประเทศจีน ลูกหลานจีนโพ้นทะเลก็จะไม่ค่อยชอบแบบนี้ แต่จีนก็มองว่าเป็นระบบกวนซี มีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะฉะนั้นเลยเริ่มมาลงทุน
ในปัจจุบัน จีนไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนตรงนี้เท่าไหร่ ในระยะแรก เขามีความชัดเจนในเรื่องของระบบทะเบียนบ้าน หรือ ฮู่โข่ว คือถ้าหากว่าคนจีนไปอยู่ต่างประเทศ แล้วคุณได้ดีกรีมา คุณสามารถมาทำงานในเมืองหลวง มีทะเบียนบ้านในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ได้ หรือซื้อบ้านตรงนั้นได้
แต่ตอนนี้เพื่อนคนจีนบอกว่า ระบบนี้น่าจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะตอนนั้นเขาคาดหวังให้คนโพ้นทะเลทางอเมริกาหรือยุโรปกลับมาบุกเบิกประเทศตัวเอง แต่ตอนนี้ไม่ใช่ กลายเป็นเด็กรุ่นใหม่ๆ แห่มาเรียนที่ไทยเยอะ

ปรากฏการณ์จีนบุกโลก เกิดขึ้นจากอะไร

พวกนี้ไม่ได้ย้ายถิ่นถาวร เป็นการย้ายถิ่นแบบชั่วคราว เขาไม่ได้ย้ายแบบพวกจีนโพ้นทะเลสมัยก่อน ที่ย้ายไปแล้วออกลูกออกหลานที่นั่นเลย แต่นี่เขายังกลับบ้าน แล้วเขาเอาเม็ดเงินส่งเป็นทุนกลับบ้าน เหมือนที่ทัวร์จีนทำท่องเที่ยว เงิน โรงแรม ร้านอาหาร ก็เป็นของคนจีนอยู่ คนไทยเป็นแค่ลูกจ้างเขา

คำว่ามหาอำนาจ ก็เป็นภาพที่เริ่มเห็นชัดแล้ว?

ใช่ เป็นมหาอำนาจทางจักรวรรดิ ไม่ใช่การล่าอาณานิคมแบบสมัยก่อน แต่เป็นการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ ยิ่งมีนโยบาย One belt, One road ของสีจิ้นผิงขึ้นมา ก็เห็นได้ชัดเจนขึ้น
ยิ่งไทยเราเป็นฮับที่กระจายได้ มีทางรถไฟเหนือจรดใต้ การเดินทางเราสะดวก เขามองว่าไทยไม่ต้องกระตุ้นอะไรมาก ก็อยู่ได้นิ่งๆ แต่เขากระตุ้นกัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า แล้วความที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย เขาลงไปไม่ได้ คนจีนไม่อยากไปลงที่นี่เพราะไปแล้วไม่ปลอดภัย เขาไม่ได้มองคนจีนเป็นชาวมลายู หรือถ้ามาอยู่ในสิงคโปร์ เขาก็เน้นความกลมกลืนในชาติพันธุ์ความเป็นสิงคโปร์ จีนแท้จะมาอยู่ ก็ต้องรับข้อนี้ได้
ทวีปอื่นๆ ก็มี จีนช่วยแอฟริกาเยอะนะ ไปช่วยสร้างโรงเรียน มีการนั่งออกเสียงในประชาชาติว่าจะเลือกไต้หวันหรือเลือกจีน แอฟริกาทั้งทวีปเลือกจีนใหญ่ เพราะจีนเอาซอฟต์พาวเวอร์ไปให้ ตอนเราไปเรียนที่จีน มีเด็กเอฟริกาเยอะมาก ก็มีการซื้อของไปขาย เราเลยเห็นว่า ถั่วจากแอฟริกา ยุโรป ขนผ่านมาทางจีนถึงไทยได้ยังไง
แม้แต่แขกมุสลิม ตอนที่เกิดสงครามซีเรีย มีเพื่อนชาวซีเรียสามีภรรยามาเรียนที่จีน พอเกิดสงคราม อาจารย์ที่มหา’ลัยก็บอกว่า อย่าเพิ่งกลับบ้านนะ ถ้ายังไม่สงบ ตอนนั้นเงินจากทุนรัฐบาลจีนก็ไม่พอใช้ 2 คน อาจารย์เลยช่วยให้ภรรยาเขาได้ทุนเรียนปริญญาโทด้วย เขาก็ให้ผู้หญิงมุสลิมมีสิทธิ์ที่จะขึ้นมา
แล้วคนเหล่านี้ไม่อยากกลับ อย่างเพื่อนปากีสถาน บอกว่าถ้ากลับประเทศ ชีวิตจะเป็นอีกแบบ มาอยู่ที่จีนดีกว่า เรียนจบก็หาโรงเรียนนานาชาติสอน ได้เงินเยอะกว่า แล้วส่งเงินกลับไปที่บ้าน เขาบอกว่ามีความสุขที่จะเป็นสาวโสด

กลายเป็นว่าจีนโอบอุ้มผู้คนไว้ ?

เขาใช้ซอฟต์พาวเวอร์โอบช่วยเหลือคน จีนเขามีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะไม่แทรกแซงนโยบายทางการเมืองใดๆ ของประเทศอื่น ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ในเชิงความเป็นมนุษย์ ความเป็นสังคมวิทยา
ซอฟต์พาวเวอร์คือการช่วยแบบให้เปล่า เช่น การให้ทุนเรียนต่อที่ประเทศจีนของรัฐบาลจีน หรือรัฐบาลจีนไปจัดตั้งสถาบันขงจื่อตามแต่ละประเทศ ทั้งสถาบันขงจื่อ ห้องเรียนขงจื่อ รวมถึงการส่งครูอาสาสมัครจีนเข้ามาสอนภาษาจีนในแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยเยอะที่สุด
บางประเทศมีหอการค้า เป็นการรวมกันระหว่างจีนกับประเทศนั้น ให้ทุนในการกู้ดอกเบี้ยราคาต่ำกับคนที่จะไปลงทุน แต่ไทยเรายังไม่มี

ถ้าคนจีนที่อยากจะออกมาทำธุรกิจ ไทยถือว่าเป็นตลาดที่โอเค?

โอเคมาก  ตอนนี้อาเซียนวัตถุดิบเยอะ บางคนก็บอกว่า น่ากลัวนะ คนจีนมายุ่งเรื่องกล้วย เรื่องผลไม้ คือเรามองว่าเขาไม่ผิดนะ จะมาปลูกผลไม้ ปลูกกล้วย เงาะ ทุเรียนขาย แต่ผิดตรงที่มาแทรกแซงราคาสินค้า และผิดที่ว่า ใช้สารเคมี ไม่คิดถึงดิน สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ แต่ถามว่าความผิดตรงนี้เกิดจากเขารึเปล่า เขาไม่ได้ทำเองนะ แต่เกิดจากคนของเราเอง ไปยื่นข้อเสนอให้เขา

รัฐบาลไทยมีมาตรการควบคุมตรงนี้มั้ย

ก็มีนะ แต่ที่เห็นชัดกว่าคือการควบคุมในเรื่องของทัวร์ ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญได้ เริ่มชะลอแล้ว รัฐบาลเริ่มเช็คแล้วว่า ห้ามทัวร์ไทยทั้งหลายขายต่ำกว่าราคาทุน จะไม่มีการแย่งลูกค้ากัน
จริงๆ ต้องมีการเช็คนอมินีแล้วแหละ ว่าคนที่จะมาลงทุนตรงนี้มีเงินมาจากไหน ไม่ใช่ดูแค่ว่า นายคนนี้มีเงินจำนวน 5 แสน หนึ่งล้าน คุณให้แล้ว พอไปคุย เจอว่าคนนี้ขายข้าวแกง คนนี้เป็นช่างทำกุญแจ ซึ่งไม่น่าใช่โดยตรรกะ  แล้วผ่านไปอีกสัก 6 เดือน คนนี้ก็ถูกคนจีนเตะออก แล้วเอาคนไทยคนอื่นมาสวมชื่อแทน
คนจีนมองว่า ถ้าลงทุนจดทะเบียน 2 ล้าน เขาถึงจะได้เวิร์กเพอมิต เป็น Three-Year Non-Immigrant Visa ‘B’ เขาก็บอกว่ายาก ซึ่งอีกวิธีที่ทำให้อยู่ไทยได้นานขึ้น คือการลงเรียนเป็นนักศึกษา มหา’ลัยบางที่ไม่ต้องเข้าเรียน จบง่าย เขาเรียนเพื่อที่จะเอาวีซ่านักศึกษา ถึงเวลาก็ไปรายงานตัวกับ ตม.

ปรากฏการณ์ที่คนจีนเข้ามาทำกินในไทย คนไทยต้องปรับตัวหรือรับมือยังไงบ้าง

ก็มีส่วนหนึ่งที่พูดถึงประเด็นแย่งทำงาน โรงเรียนสอนภาษาเดี๋ยวนี้รับเด็กไทยน้อยลง เพราะคนจีนพูดภาษาไทยและจีนได้ แล้วก็เป็นเจ้าของภาษาด้วย แต่จุดแข็งของคนไทยคือ เรามีลักษณะเวลคัม จะยิ้ม จะโอเค แต่เด็กจีน ไม่ทำคือไม่ทำ แต่คนไทยถ้าไม่อยากทำ ก็ยังทำให้
อีกเรื่องคือประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น ลาว เวียดนาม ที่ไปเรียนจีนจะเรียนสาขาหลากหลาย เรียนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เพราะอาจจะปกครองประเทศในรูปแบบที่คล้ายกัน
บางคนก็ถามว่า ทำไมคนไทยเรียนแต่คณะการสอนภาษาจีน ไม่เรียนอย่างอื่นเลย เราก็บอกว่า ประเทศไทยเพิ่งจะเปิดเต็มที่ในการเรียน คือเราเสียเวลาไปช่วงที่ถูกกีดกันการเรียนภาษาจีน จริงๆ ก็ไม่ถึงกับกีดกัน แค่โรงเรียนจีนหลายแห่งถูกปิดไปในช่วงที่ไทยกลัวเรื่องนโยบายคอมมิวนิสต์  ที่คนไทยยุคนึงต้องเก็บหนังสือภาษาจีน
ตอนนี้คนไทยต้องปรับตัว มีรถรางมาสร้าง เราพร้อมรึยังที่จะมีวิศวกรที่ใช้ภาษาจีน คนไทยสู้เขาไม่ได้ในเรื่องภาษา แล้วก็เรื่องตรงต่อเวลา คนไทยเป็นคนสบายๆ เราต้องเปลี่ยนตัวเองเยอะ

ทุนจีนบ่าเข้าไทย ยึดกิจการตั้งแต่ริมฟุตบาท ไปจนถึงมหาวิทยาลัย

September 2, 2018
ทุนจีนมาไทยเป็นระลอกๆ ดาหน้าเข้ายึดกิจการตั้งแต่ริมฟุตบาทไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งมหาวิทยาลัย จนแนวโน้มมีเมืองมหาวิทยาลัยจีนให้เห็นในไม่เกิน 1 ปี
ในยามเศรษฐกิจซบเซาเป็นไปตามทฤษฎีกบต้ม รัฐบาลพยายามหาเม็ดเงินเข้าประเทศโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ จีนเป็นเป้าหมายสำคัญแทนที่ญี่ปุ่นหลังจากทุนญี่ปุ่นเริ่มถดถอยหันไปใช้นโยบาย Thailand Plus One

คือบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ให้หยั่งอีกขาหนึ่งในประเทศอาเซียนอีกแห่ง แทนการขยายการลงทุนในไทย

การลงทุนของต่างประเทศในไทยนั้น ในทศวรรษก่อนๆ ทุนญี่ปุ่นจะมีสัดส่วนถึง 60-65 % ของการลงทุนต่างประเทศในไทยทั้งหมด แต่วันนี้สัดส่วนของญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 60% มาหลายปีแล้ว และมีทีท่าว่าทุนจีนจะแซงขึ้นมาแทนที่

การสร้างระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกหรือ EEC ของรัฐบาลแม้เป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของไทย แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มุ่งหวังดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (DFI) มากกว่า โดยเฉพาะจากจีน

แต่กว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ ทุนจีนก็กระจายไปทั่วเมืองสำคัญๆ ไปหมดแล้ว
อุตสาหกรรมแรกที่ทุนจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดก็คือด้านท่องเที่ยว ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุด

เชียงใหม่ พัทยา ประตูน้ำ ถนนพระราม 9 ห้วยขวาง คลองถม พันธุ์ทิพย์ น้อมจิต เยาวราช ฯลฯ เป็นแหล่งที่ชาวจีนมาลงทุนประกอบธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ ทุนจีนเข้ามาลงทุนปลูกผลไม้ยอดนิยมทางเหนือสุดของไทยและลาว โดยปลูกกล้วยหอมทองเป็นหลักส่งกลับไปป้อนตลาดจีนตอนใต้

นักลงทุนจีนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาพร้อมกับสินค้าของตน เช่นนักท่องเที่ยว ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สินค้าเทคโนโลยีทุกด้าน สินค้าอุปโภคราคาถูก เครื่องประดับพลาสติก เสื้อผ้าฯลฯ

ย่านคลองถม พันธุ์ทิพย์ น้อมจิต เป็นแหล่งระบายสินค้าเทคโนโลยีหนาแน่นที่สุด หลายร้านมีคนจีนเป็นเจ้าของ มีแรงงานพม่าเป็นลูกจ้าง กลายเป็นกิจการต่างด้าว 100%

จีนสนับสนุนให้นักลงทุนของตนออกไปลงทุนนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) ทั้งเพื่อให้ส่งกลับกำไรและเพื่อขยายเครือข่ายกิจการจีนไปสู่ประเทศเป้าหมายที่จะเป็นตลาดบริวาร

รัฐบาลจีน ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นสนับสนุนเงินทุนแก่นักลงทุนขนาดกลางและขนาดย่อมที่คัดสรรด้วยวงเงิน 1-10 ล้านหยวน ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจการ

ทุนจีนที่เข้ามาไทยมีความหลากหลาย ทั้งสาขากิจการและทั้งขนาดของกิจการ กิจการขนาดใหญ่นั้น ส่วนใหญ่เจ้าของกิจการจะเป็นนายทุนของตนเอง เพราะเป็นบริษัทใหญ่ระดับข้ามชาติ อย่างอาลีบาบา หัวเหว่ย เป็นต้น

ใช่แต่ลงทุนในธุรกิจ อุตสาหกรรมที่เปิดเผยเท่านั้น ในด้านธุรกิจมืด ทุนจีนก็เข้ามาเช่นกัน เป็นบริษัทแชร์ลูกโซ่รูปแบบต่างๆ เช่นลงทุนในลอตเตอรี่จีน ลงทุนในบิทคอยน์ เกมพนันออนไลน์ ฯลฯ

ล่าสุด มีข่าวว่า มหาวิทยาลัยของไทยแห่งหนึ่ง ได้ขายกิจการให้ทุนจีน ทั้งนี้เหตุจากกิจการสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยขณะนี้ตกต่ำ ซบเซามาก เนื่องจากจำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนลดลงต่อเนื่องมาหลายปี ทั้งๆ ที่เคยอยู่ได้ด้วยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก็ตาม

การที่มหาวิทยาลัยขาดทุนนั้น เกิดจากการเปิดสอนในสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานมีความต้องการน้อย หรือมาตรฐานต่ำ ตลาดไม่รับ เรียนจบไปแล้วตกงาน มหาวิทยาลัยตกเกรดและขาดทุนเหล่านั้น ต้องปิดตัวเองและถูกสั่งปิดกว่า 20 แห่งแล้ว

บางแห่งหาผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศ ซึ่งก็คือที่มาของทุนจีนในกิจการมหาวิทยาลัย

อันที่จริงการปิดหรือเลิกกิจการ กิจการขาดทุนของมหาวิทยาลัยนั้น มิได้เกิดแต่ประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่สิงคโปร์ชาติที่เกรดการศึกษาเทียบกับยุโรปและอเมริกาก็ยังปิดไป 1 ราย
มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์(NUS)เปลี่ยนรูปแบบเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต”โดยนักศึกษามิได้เพียงเรียนจบปริญญาตรี-โท-เอกเท่านั้น แม้ออกไปแล้วก็ยังกลับมาอัพเกรดทักษะ ความรู้ได้ตลอดเวลา ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ส่วนในสหรัฐนั้น นับแต่ปี 2016 เป็นต้นมามหาวิทยาลัยปิดแล้วกว่า 100 แห่ง และแม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐเอง ก็ปิดไปแล้ว 20 แห่งด้วยเหตุผลเดียวกันกับไทย

การที่คนเข้าเรียนน้อยลง สาเหตุจากคนอเมริกันยุคใหม่เห็นว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปี เป็นการเสียเวลาสู้เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า ส่วนวิชานั้น หาง่ายกว่าหาเงิน สมัยนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ ป้อนความรู้ให้ดีกว่ามหาวิทยาลัยมากมายนัก

ต่างจากไทย เหตุผลที่มหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษาน้อยก็เพราะเด็กเกิดน้อย อัตราเกิดน้อยเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ค่าครองชีพสูง พ่อแม่ต้องทำมาหากิน จึงคุมกำเนิดกันมาก

อัตราเกิดน้อยนี้ มิใช่แต่จะเป็นผลต่อกิจการบริการสำหรับเด็กและวัยหนุ่มวัยสาวเท่านั้น หากแต่มีผลต่อประชากรสูงวัยด้วย เพราะคนไทยมีอายุยืนขึ้น จำนวนคนชราเริ่มมากกว่าคนวัยหนุ่มสาว อันจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ที่คนจำนวนน้อยต้องเลี้ยงคนชราที่มีจำนวนมากกว่า

สำหรับมหาวิยาลัยเอกชนที่มีทุนจีนร่วมนั้น ขณะนี้เริ่มมีการสอนภาษาจีนกันแล้ว โดยเลิกจ้างอาจารย์สอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษออกไปหมด เอาอาจารย์สอนภาษาจีนมาแทน
อีกแห่ง มีนักศึกษาจีนมากกว่านักศึกษาไทยถึง 2 ใน 3 จนแนวโน้มว่า ผู้บริหารจะนำนักศึกษาจากจีนเข้ามาเอง

นอกจากเรียนจีน สอนจีน นักศึกษาจีนแล้ว บริเวณมหาวิทยาลัยและปริมณฑลก็จะเต็มไปด้วยกิจการร้านค้าเพื่อบริการแก่นักศึกษาและบุคคลกรจีนที่มีคนจีนเป็นเจ้าของด้วย

กลายเป็น “อาณานิคมการศึกษา” ของจีนไปโดยปริยาย

วันนี้คนจีนแห่มาอยู่ในเมืองไทยกันเป็นแสนๆ คน หรืออาจจะเกินล้านก็ได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เป็นหนี้จีนมากขึ้นๆ

หรือว่า อนาคตอันใกล้ ไทยจะกลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของจีน?

https://www.dokbiaonline.com/single-post/2018/08/31/Business


ปรากฏการณ์จีนในเชียงใหม่ (ตอนที่ 1) เส้นทางการย้ายถิ่นฐานของคนจีนสู่เชียงใหม่


















นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ที่มาภาพ : นายธุววิช ปานเกิด

เมืองเชียงใหม่ในวันนี้แตกต่างจากเชียงใหม่เมื่อวันวานอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ จากเดิมเมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ เต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันชวนหลงใหล ให้มาเยือน จะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรปและอเมริกา อาจมีทางโซนเอเซียบ้าง แต่ไม่มากมายเท่ากับปัจจุบันนี้ จะเป็นชาติใดไปไม่ได้ นอกจากนักท่องเที่ยวชาวจีน
พูดถึงคนจีนในเชียงใหม่ ในทุกวันนี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน อาจจะเหมารวมว่าเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมดไม่ได้ เพราะพฤติกรรมของคนจีนในเชียงใหม่มีหลากหลายกลุ่ม ที่หลั่งไหลเดินทางเข้ามาสู่เมืองเชียงใหม่ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว กลุ่มที่เดินทางมาท่องเที่ยวแล้วก็เดินทางกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในบ้านเกิดเมืองนอนของตน นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงเดินทางสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปมา ทำให้กระแสการท่องเที่ยวไทยตื่นตัว กับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่คนจีนอีกกลุ่มเริ่มจากการมาท่องเที่ยวเป็นครอบครัว พาลูกน้อยอายุไม่เกิน 10 ปีมาท่องเที่ยวด้วย เที่ยวไปเที่ยวมาติดใจเสน่ห์เชียงใหม่กับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเมืองจีน ค่าครองชีพที่ถูกกว่า โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ได้สบาย ไม่ต้องแออัดยัดเยียดเหมือนเมืองใหญ่ๆ ในจีนหรือแม้กระทั่งกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้คนจีนชั้นกลางที่มีการศึกษา เป็นกลุ่มที่เริ่มขยับขยายนำพาครอบครัวมาปักหลักลงฐานที่เชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้มาแบบคนจีนรุ่นเก่าแบบเสื่อผืนหมอนใบ มาทำงานใช้แรงงาน และต่อสู้ชีวิตจนกลายเป็นเจ้าสัว แต่คนจีนรุ่นใหม่ มีการคิดวางแผนเป็นขั้นตอน พร้อมที่จะเสี่ยงในการลงทุน
ดังนั้น ระยะทางระหว่างจีนกับเชียงใหม่ไม่ได้เป็นอุปสรรค ตรงกันข้าม กลับสะดวกสบายทั้งทางรถยนต์และเครื่องบิน โดยคนจีนกลุ่มนี้เล็งเห็นช่องทางการเข้ามาทำธุรกิจร่วมกับคนไทยเชื้อสายจีน ที่เดิมนิยมค้าขายกันตามตะเข็บชายแดนแถบแม่สายและเชียงของเป็นต้น
การเข้ามาของคนจีนกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจ ถ้ามีกำลังซื้อสูง เข้ามาพร้อมเงินทุนก้อนใหญ่ และไม่ได้เข้ามาค้าขายตามตะเข็บชายแดนเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้แพร่กระจายขยายฐานการค้าขายสู่เมืองอันเป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ด้วยการซื้อบ้านจัดสรรในเชียงใหม่ในนามผู้ถือหุ้นคนไทยเชื้อสายจีน ซื้อไว้ทำเป็นบริษัทหรือสำนักงานสาขาในเมืองไทย
ขณะเดียวกันก็อยู่อาศัยไปพร้อมกัน โดยให้คนในครอบครัวมาอยู่ เช่น หัวหน้าครอบครัวมีธุรกิจอยู่ที่เมืองจีน ก็ส่งลูกมาเรียนโรงเรียนนานาชาติ ให้ภรรยาทำหน้าที่ดูแลลูก โดยมีรูปแบบเช่นนี้ กระจายไปยังหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติต่างๆ ตั้งแต่ระดับประถมถึงระดับมัธยมทั้งตอนต้นและตอนปลาย ด้วยค่าเทอมที่ค่อนข้างสูงตั้งแต่ห้าถึงหกหลัก บางโรงเรียนเพียงมีเงินจ่ายค่าเทอมก็สามารถเข้าเรียนได้ บางโรงเรียนต้องสอบแข่งขันวัดความรู้ภาษาอังกฤษจึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียน คนจีนกลุ่มนี้จึงให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษของลูกหลาน แม้ค่าใช้จ่ายในโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ แต่ละสถาบันจะมีราคาสูงก็ตาม บางโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนชาวจีนมากกว่า 50 % เมื่อเทียบกับนักเรียนชาติอื่นๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา และโซนเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี ส่งผลให้จำนวนนักเรียนชาวจีนในเชียงใหม่มีมากถึง 500 คน
บางกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจว่าจะปักหลักในเชียงใหม่ดีหรือไม่ หรือธุรกิจการค้ายังไม่ค่อยมั่นคงเท่ากลุ่มแรก หรืออาจมีกำลังซื้อไม่เท่ากลุ่มแรก จะเข้ามาแบบชิมลางก่อน กลุ่มนี้จะเข้ามาเช่าบ้านหรือที่อยู่อาศัยแบบทำสัญญาอยู่ยาวนาน และมักอาศัยรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม แล้วใช้บ้านเช่าเปิดเป็นบริษัทหรือสำนักงานในการทำธุรกิจประเภทต่างๆ ซึ่งมาในรูปแบบคล้ายกลุ่มแรก คือ ส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติเช่นกัน ต่างกันตรง ไม่ลงทุนกับที่อยู่อาศัย แต่กล้าที่จะเลือกลงทุนทางการค้าและการศึกษาของลูกหลาน กลุ่มหลังนี้เมื่อสถานะทางเศรษฐกิจหรือธุรกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง มีโอกาสและช่องทางในการทำมาหากินที่มั่นคงดีแล้ว จะเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเช่าบ้านเป็นการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยแทน แล้วตามด้วยการนำพาครอบครัวจากจีนย้ายลงมาอยู่บ้านที่เชียงใหม่อย่างถาวร
ดังนั้น การดำเนินชีวิตอยู่ในเชียงใหม่อย่างมีความสุข เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีอิสระเสรีกว่าที่อยู่ในเมืองจีน จะเห็นได้จาก เมื่อกลุ่มหนึ่งมาได้ กลุ่มต่อๆ ไปก็ตามมา ไม่เพียงเท่านั้น คนจีนกลุ่มนี้ไม่ได้ทิ้งบ้านของตนและธุรกิจในเมืองจีน แต่กลับเพิ่มบ้านและธุรกิจในเชียงใหม่ควบคู่กัน ถ้าเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจส่งออกสินค้ามายังเมืองไทย กลุ่มนี้ก็จะมองการณ์ไกล นำสินค้าจากเมืองไทย ที่คนจีนต้องการ จำพวกสินค้าเกษตร พืชผักผลไม้ ส่งกลับไปขายคนจีนในเมืองจีนอีกต่อหนึ่ง เรียกได้ว่าทำธุรกิจทั้งนำเข้าและส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้แล้ว สำหรับภรรยาที่ถูกส่งมาดูแลลูกหลานที่เรียนหนังสือตามโรงเรียนนานาชาติ นอกจากจะทำหน้าที่ดูแลลูกหลานตนเองแล้ว ยังช่วยครอบครัวที่เมืองจีนทำการค้าเมื่อสบช่องทางในการค้าขายเห็นโอกาสทางการตลาด โดยทั่วไปคนจีนมีความถนัดในการค้าขายเป็นทุนอยู่แล้ว จึงเป็นการง่ายที่จะสรรหาสินค้าไทยที่มีอยู่มากมาย โดยเฉพาะสินค้าโอทอปคุณภาพดี ราคาถูก หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งกลับไปขายในเมืองจีน จึงเป็นเหตุให้สินค้าไทยในหลากหลายประเภทขายดิบขายดีจนผลิตแทบไม่ทัน เพราะออร์เดอร์จากคนจีนที่อยู่ในเชียงใหม่นี่เอง ซื้อด้วยต้นทุนถูกแต่ไปขายในราคาแพง กำไรที่ได้จึงสะพัดเข้ากระเป๋าคนจีนด้วยประการฉะนี้ ถึงแม้คนไทยจะขายของได้ก็จริงอยู่ แต่ถ้าคนไทยเป็นคนส่งออกสินค้าไทยแทนคนจีนที่มาอยู่ไทย แล้วทำส่งออกสินค้าไทยแทนคนไทย คงจะดีกว่านี้แน่
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องลงมามองปรากฏการณ์จีน ไม่เพียงแค่ในเชียงใหม่ เพราะปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นในทุกเมืองใหญ่ๆ ทั่วไทยไปแล้ว ข้อมูลที่น่าตกใจคือกลุ่มคนจีนบางครอบครัวได้วางแผนส่งลูกหลานไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษายังต่างประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เมื่อจบการศึกษากลับมาแล้วก็จักมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวที่วางรากฐานไว้อย่างแน่นหนาในเมืองสำคัญๆ ของประเทศไทยต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

ปรากฏการณ์จีนในเชียงใหม่ (ตอนที่2) เส้นทางการรุกคืบธุรกิจการท่องเที่ยวจีน

















นักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่ ที่มาภาพ : นายธุววิช ปานเกิด

ต่อจากตอนที่1
จากกระแสการท่องเที่ยวของคลื่นคนจีนที่ไหลบ่ามาท่องเที่ยวเมืองไทย ซึ่งยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เชียงใหม่เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภาคเหนือ และเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวกัน จนเมืองเชียงใหม่ทุกวันนี้ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวคนจีน หากมองย้อนไปในภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มปริมาณเป็นทวีคูณ นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงการกระจายรายได้สู่ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมที่พัก ภัตตาคาร ร้านค้าขายของที่ระลึก บริษัทท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ จะต้องคึกคักรายได้สะพัดในวงกว้าง แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจริง แต่การจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้กระจายมายังผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเลย ถึงแม้มีบ้างก็เป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ที่กลับคืนสู่กระเป๋ากลุ่มทุนจีน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือ กลุ่มคนจีนเข้ามาบริหารจัดการท่องเที่ยวจีนแบบครบวงจร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนแทนผู้ประกอบการไทยในทุกภาคส่วน เริ่มจากทัวร์จีนซื้อทัวร์ มาเที่ยวไทย บริษัททัวร์จีนทางฝั่งไทย จัดการติดต่อ พาเข้าพักในโรงแรมของกลุ่มตนเอง ที่ทำสัญญาเช่าระยะยาวกับผู้ประกอบการไทย แล้วกลุ่มคนจีนเข้ามาบริหารจัดการเสมือนเป็นที่พักของตนเอง บางกลุ่มลงขันร่วมหุ้นกันซื้อโรงแรมที่พักจากผู้ประกอบการคนไทยแล้วปรับปรุงใหม่ เป็นโรงแรมของกลุ่มคนจีน ภัตตาคารร้านค้าก็เช่นกัน กลุ่มทุนจีนเข้ามาลงทุนสร้างภัตตาคารจีนใหญ่โต อยู่ใกล้เซ็นทรัลเฟสติวัล การเตรียมการขนาดนี้ วางแผนไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวเชียงใหม่นั่นเอง
ไม่เพียงแค่นั้น กลุ่มทุนจีนได้รวมกลุ่มกันขยายลงสู่ธุรกิจร้านจำหน่ายของที่ระลึก ความหดหู่ได้บังเกิดขึ้นกับงานฝีมือการทำเครื่องเงินที่ขึ้นชื่อของสกุลช่างล้านนา ที่ถูกธุรกิจเครื่องเงินของกลุ่มทุนจีนจากสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน รุกคืบมาตั้งเป็นร้านค้าจำหน่ายเครื่องเงิน โดยมีช่างจากสิบสองปันนามาสาธิตการทำเครื่องเงินแถวๆ หมู่บ้านไทลื้อ อำเภอดอยสะเก็ด เชียงใหม่
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? หมู่บ้านไทลื้อ ที่บ้านลวงเหนือ เป็นชุมชนไทลื้อที่ในอดีตชาวไทลื้อจากเมืองลวง สิบสองปันนา ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแถบนี้ ดังปรากฏร่องรอยการย้ายถิ่นฐานตามที่จารึกในเสื้อบ้าน มีวัดไทลื้อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวไทลื้อในชุมชนบ้านลวงเหนือ จะเห็นได้จากมหาวิหารไทลื้อ วัดศรีมุงเมือง เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่บอกกล่าวเรื่องราวแห่งอารยธรรมอันยาวนานของชุมชนไทลื้อ
ด้วยรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมไทลื้อยังคงอยู่เคียงคู่กับชาวบ้านลวงเหนือ จึงเป็นเสน่ห์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้มาเยือน กลุ่มทุนจีนจากสิบสองปันนา ภายใต้การนำของผู้ร่วมทุนชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มองการณ์ไกล จึงเลือกเข้ามาลงทุนในชุมชนบ้านลวงเหนือ ด้วยการมาเช่าบ้านแบบปูพรม เริ่มจากเช่าบ้านทำสำนักงานรองรับทัวร์จีน เช่าบ้านเปิดร้านจำหน่ายเครื่องเงิน ตามจุดต่างๆ บางจุดเช่าไว้เพื่อเป็นแหล่งสาธิตการทำเครื่องเงิน รวมทั้งเช่าสถานที่วัดไทลื้อเพื่อเป็นที่จอดรถทัวร์ และใช้บริการห้องสุขาของวัด
ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มทุนจากมณฑลเสฉวน ชักนำพรรคพวกให้เข้ามาลงทุนเปิดร้านจำหน่ายพระเครื่องบูชา โดยเช่าศาลาวัดทำเป็นออฟฟิศ เพื่อจำหน่ายพระเครื่องบูชาแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดนจ่ายค่าเช่าให้วัด ทำให้วัดมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ ดีกว่าปล่อยพื้นที่ทิ้งไว้เปล่าๆ เรียกได้ว่าวิน-วินกันทั้งวัดและกลุ่มทุนจีนจากเสฉวน
ชุมชนไทลื้อบ้านลวงเหนือและวิหารไทลื้อ วัดศรีมุงเมือง อำเภอดอยสะเก็ด จึงถูกบรรจุเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่ ที่ทัวร์จีนจะต้องมาเยือนเริ่มจาก บริษัททัวร์นำพานักท่องเที่ยวมาลงในจุดที่คณะฟ้อนชาวไทลื้อฟ้อนให้การต้อนรับ แล้วเดินไปยังจุดต่างๆ ที่กลุ่มทุนจีนมาเช่าไว้ เพื่อสาธิตการทำเครื่องเงินและจำหน่ายเครื่องเงิน แล้วผ่านเข้าวัดศรีมุงเมือง แวะเข้าห้องน้ำ ไกด์จะพาเที่ยวชมไหว้พระในวิหารไทลื้อ และตามจุดต่างๆ ในวัด ปิดท้ายพาแวะชมและซื้อพระเครื่องบูชา ก่อนขึ้นรถทัวร์ที่จอดรออยู่ในวัด เพื่อไปเที่ยวยังสถานที่อื่นๆ อีกต่อไป ซึ่งในวันหนึ่งๆ ชาวบ้านในชุมชนเล่าให้ฟังว่า มีรถทัวร์แวะเวียนมาส่งนักท่อง เที่ยวตั้งแต่เช้าจรดเย็นเกิน 10 เที่ยวต่อวัน
หากวิเคราะห์จากภาพรวมในการทำธุรกิจของกลุ่มทุนจีน ถือเป็นความได้เปรียบที่ชัดเจน สามารถมองเห็นโอกาสทางการตลาด ที่แวดล้อมด้วยความพร้อมทางทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อที่มีมาอย่างยาวนาน เพียงแค่นำเงินทุนมาลงทุนเช่าพื้นที่เป้าหมาย เช่น วัดและบ้านของชาวไทลื้อ แบบปูพรม ก็สามารถจัดตั้งสถานที่ท่องเที่ยวและร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก เก็บเกี่ยวรายได้อย่างยั่งยืนจากนักท่องเที่ยวจีนง่ายๆ








นักท่องเที่ยวชาวจีนในเชียงใหม่ ที่มาภาพ : นายธุววิช ปานเกิด

เพราะรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวหักค่าใช้จ่าย ที่เป็นค่าเช่าสถานที่และค่าดำเนินการต่างๆ ยังได้กำไรอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน ถ้ากระบวนการคิดแบบกลุ่มทุนจีน เป็นของคนไทลื้อในชุมชน ที่กล้าตัดสินใจรวมกลุ่มกันลงทุน แบบที่กลุ่มจีนทำ รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนจะตกอยู่ในมือใคร ถ้าไม่ใช่มือคนไทลื้อด้วยกัน ศิลปวัฒนธรรมที่ชาวไทลื้อสั่งสมมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ตลอดจนสินค้าของที่ระลึกจากภูมิปัญญาไทลื้อ มีมากมายกว่าเครื่องเงินและพระเครื่องบูชา ของกลุ่มจีน การกระจายรายได้ในชุมชนจะเกิดมีอย่างยั่งยืนสู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต แต่น่าเสียดายมากที่รายได้กลับคืนสู่กระเป๋ากลุ่มทุนจีน ชาวไทลื้อได้เพียงเงินค่าเช่าบ้าน คณะฟ้อนได้เงินค่าฟ้อน วัดได้เงินค่าเช่าสถานที่ ใครที่จะได้ประโยชน์ระยะยาวกว่ากัน
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ถือเป็นการรุกคืบทางธุรกิจท่องเที่ยวที่น่าหวั่นไหวแทนการท่องเที่ยวไทยจริงๆ การรุกคืบทางธุรกิจของกลุ่มทุนจีนอาจไม่หยุดอยู่แค่ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะถ้ากลุ่มทุนจีนกลุ่มอื่นๆ เห็นช่องทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดก็ตาม กลุ่มทุนจีนจะไม่ลังเลที่จะเข้าไปลงทุนทันที ฉะนั้น จงตื่นเถิดชาวไทย รีบๆ ดำเนินมาตรการเพื่อป้องปรามการรุกคืบทางธุรกิจของกลุ่มทุนจีน ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินไป

The China Wave คลื่นจีนบุกไทย (1) : เกือบ 8 ล้านคน/ปี – 5 แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม

















นักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 20,000 คน/วัน ที่เข้าไปท่องเที่ยวในวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว
นักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 20,000 คน/วัน ที่เข้าไปท่องเที่ยวในวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่…ความจริงวันนี้คือนักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจำนวนมากที่สุด ทะลุเพดานไปถึงเกือบ 8 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อปีที่ผ่านมา
การมาของนักท่องเที่ยวจีนจึงเป็น “ความหวัง” ในเรื่องรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศ ปี 2558 สามารถสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวไทยถึง 371,000 ล้านบาท และจากการประเมินของ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป ผ่านรายงาน “อนาคตของนักท่องเที่ยวจีน” ระบุว่ารายได้ของไทยจากนักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่าตัวหรือราว 829,500 ล้านบาทในปี 2566
ทว่าในความหวังของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลกระทบและการบริหารจัดการการท่องเที่ยว อาทิ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่ไม่เหมาะสม กระบวนการกินรวบในซัพพลายเชนท่องเที่ยวโดยชาวจีน ไปจนถึงทัวร์ศูนย์เหรียญ ทัวร์ติดลบ ทัวร์ Kick Back หรือ KB นำมาสู่การ ประท้วงของมัคคุเทศก์ไทยต่อกรณีไกด์เถื่อนเมื่อเร็วๆนี้ จึงเป็นคำถามว่า ไทยได้ประโยชน์แค่ไหนจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวจีน
และนี่เป็นคำถามที่อาจต้องการคำตอบที่รวดเร็วมากพอกับการไหลบ่าเข้ามาของคลื่นคนจีนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก!
ปัจจุบันจีนครองแชมป์การเดินทางออกนอกประเทศมากที่สุดปีละกว่า 100 ล้านคน และนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา จีนยังกลายเป็นประเทศที่มียอดการจับจ่ายในการท่องเที่ยวมากที่สุด แซงหน้าเยอรมนีและสหรัฐอมริกา และหากเป็นไปตามที่ประธานธิบดี สี จิ้นผิง เคยประกาศว่าภายในปี 2561  ชาวจีนจะเดินทางออกนอกประเทศปีละ 400 ล้านคน นั่นหมายถึงอีก 4 เท่าจากจำนวนคนจีนที่จะได้เห็นในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวจีนในปัจจุบัน

คลื่นคนจีนทะลักทั่วโลก

ในรายงานของ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป ยังระบุด้วยว่า ในปี 2557 นักท่องเที่ยวชาวจีนมีทริปท่องเที่ยวทั่วโลกรวม 67.5 ล้านทริป โดยที่ผ่านมาเมืองใหญ่ (major cities) จะเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ไปต่างประเทศ (รวมการไปฮ่องกงและมาเก๊า) คิดเป็น 85% ของจุดหมายทั้งหมด
กล่าวคือ ประเทศจีนกำลังเป็นตลาดการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโลก ซึ่งชาวจีนมักเลือกเมืองจุดหมายที่เดินทางเข้าง่าย รวมถึงมีนโยบายด้านวีซ่าสะดวก และการท่องเที่ยวในอดีตที่ผ่านมามักเป็นไปในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ดังนั้น เมืองที่ชาวจีนจะไปก็จะเป็นเมืองที่มีศูนย์กลางเป็นเมืองธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจได้ลดลงไปกว่าครึ่ง แต่สัดส่วนของการท่องเที่ยวเมืองใหญ่ยังคงสูงเช่นเดิม ชี้ว่าแม้จะไปพักผ่อนชาวจีนก็จะยังเลือกเมืองใหญ่ๆ เป็นจุดหมาย
การไหลบ่าของคลื่นคนจีนจากจีนสู่ทั่วโลกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในรายงานแนวโน้มการอพยพย้ายถิ่นและนโยบายของจีน ที่จัดทำโดย The Migration Policy Institute ในวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การผ่อนผันนโยบายการกำกับดูแลของรัฐเรื่องการย้ายถิ่นส่วนบุคคล และความเข้มแข็งในแง่ศักยภาพในการกำกับดูแลของรัฐ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จีนผงาดขึ้นมา โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือนโยบายการเคลื่อนย้ายคนจีนในปี 2529 ซึ่งเป็นปีแรกที่คนจีนสามารถถือพาสปอร์ตส่วนตัวได้ และนับตั้งแต่ปี 2545 ชาวจีนสามารถเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตหรือใบรับรองจากรัฐบาล

กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ปลายทางยอดนิยม

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ทำให้ผู้คนในประเทศมีอำนาจการจับจ่ายได้มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ที่แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวบ้างแล้วแต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นอัตราการเติบโตยังดีเพียงพอ ทำให้การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวจึงเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 4- 5 ปีหลัง และทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคจีนเปลี่ยนไปในหลายเรื่อง ถึงขนาดเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติเช่นที่เคยอย่างการกลับบ้านในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน มาเป็นการพาครอบครัวเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยจีน ณ ปักกิ่ง เปิดเผยว่า หนังสือพิมพ์ Nanning Evening ถึงกับระบุว่า ชาวหนานหนิงเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติจากเดินทางกลับบ้านภูมิลำเนาเดิมเพื่อเตรียมตัวเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนไปเป็นการนำครอบครัวเดินทางไปท่องเที่ยวช็อปปิ้งในต่างประเทศ และ “ไทย” เป็นจุดหมายปลายทางที่สุดในใจชาวหนานหนิง โดยให้เหตุผลถึงความคุ้มค่าของราคา
ในหลายเมืองของจีนยังเลือก “ไทย” เป็นอันดับหนึ่งสำหรับประเทศเป้าหมายปลายทางในการเดินทาง เช่น ส่านซี เฉิงตู ฯลฯ จากสถิติล่าสุดพบว่านิยมมาเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับที่ 1 โดย 2 เมืองหลังนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเทศกาลตรุษจีน มีชาวเฉิงตูและหนานหนิงมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
ที่ผ่านมามีชาวเฉิงตูมาเที่ยวไทยในช่วงตรุษจีน จำนวน 15,617 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,415 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขณะที่นครหนานหนิงมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าออกต่างประเทศ 26,231 คน (เฉลี่ยวันละ 3,750 คน) ส่วนใหญ่มาไทยมีเครื่องบินขึ้นลง 191 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.03 และ 24.03 ตามลำดับ  สำหรับเส้นทางบินสู่ประเทศไทยมีบริการทั้งเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำสู่ 5 จุดหมายปลายทาง คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และกระบี่ (ภูเก็ตและกระบี่เป็นแบบเช่าเหมาลำ) (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่)
แม้ว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่มาจากแต่ละเมืองจะมีความแตกต่างกันระหว่างเมืองใหญ่และชนบท แต่จากการจัด 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศของชาวจีนในปี 2558 ไทยก็ติดอันดับ โดยทั้ง10 อันดับประกอบด้วย 1. ฮ่องกง 2. กรุงโซล 3. กรุงโตเกียว 4. เกาะภูเก็ต 5. กรุงเทพมหานคร 6. ประเทศสิงคโปร์ 7. กรุงไทเป 8.จังหวัดเชียงใหม่ 9. เกาะบาหลี และ 10.เกาะเจจู ตามลำดับ
นอกจากนี้ ไทยยังติดอันดับที่เที่ยวยอดนิยมที่คาดว่าคนจีนอยากไป จากการคาดการณ์ของ Tourism Economics เมืองจุดหมายปลายทาง 5 อันดับแรกที่ชาวจีนอยากไป ในช่วงปี 2556-2566 ได้แก่ 1.นิวยอร์ก 2. ลอสแอนเจลิส 3. โตเกียว 4. กรุงเทพฯ 5. พัทยา

10ปี นักท่องเที่ยวจีนมาไทยโตเกือบ 1,000%

ทำไมคนจีนถึงสนใจมาเที่ยวเมืองไทย 10 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นลำดับ ที่น่าสนใจอยู่ที่ราวปี 2555 เป็นต้นมาที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดและขึ้นมาสู่จุดสูงสุดแตะสถิติเกือบ 8 ล้านคนในปี 2558 ที่ผ่านมา โดยข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา ระบุว่า จำนวนรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2558 คือ 29.8 ล้านคน นักท่องเที่ยวชาวจีนถือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนมากที่สุด หรือคิดเป็น  26.55% เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ
Print
จากสถิติจำนวนของนักท่องเที่ยวสัญชาติจีน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากปี 2548 – 2558 มีนักท่องเที่ยวสัญชาติจีนเพิ่มขึ้นจำนวน 7,157,999 คน คิดเป็น 921 % โดยในช่วง 5 ปีแรก ระหว่างปี 2548-2552 จำนวนนักท่องเที่ยวค่อยๆ เติบโตและลดลงบ้าง ในบางปีอยู่ในระดับ 7-8 แสนคน(ดูภาพประกอบ)
ทว่าในช่วง 5 ปีหลัง นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวสัญชาติจีนที่เดินทางเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1 ล้านคนต่อปี ในปี 2555 และปี 2556 โดยมีเหตุผลจากกระแสภาพยนตร์ Lost in Thailand ที่ใช้เชียงใหม่เป็นฉากหลังของการถ่ายทำ โดย Lost in Thailand ถือเป็นหนังที่โด่งดังและทำรายได้มากถึง 200 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นการทุบสถิติวงการภาพยนตร์ของจีน โดยหลังจากปลายปี 2555 ที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้อัตราเร่งของนักท่องเที่ยวจีนมายังไทยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ที่ในปี 2556 จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามา 140,000 คน เพิ่มจาก 40,000 คนในปี 2555
แม้โดยตัวกระแสภาพยนตร์เองจะซาลง แต่แรงส่งที่เคยถูกจุดไว้และอีกหลายปัจจัยที่ระบุในรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวเดือนกันยายน 2557 ระบุว่า การเร่งทำการตลาดของบริษัทนำเที่ยวของจีน ความนิยมต่อแหล่งท่องเที่ยวในไทยของชาวจีน การเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และการทำการตลาดของสายการบินต้นทุนต่ำและสายการบินเช่าเหมาลำที่กระจายนักท่องเที่ยวจีนสู่ภูมิภาคมากขึ้น ทำให้ในปี  2558 ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยว มากที่สุดถึง 7,934,791 คน เพิ่มขึ้น 3,298,493 คน คิดเป็น 71.63% เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 4,636,298 คน








Lost-in-Thailand-film-pos-007resize
ภาพยนตร์ Lost in Thailand ที่ใช้เชียงใหม่เป็นฉากหลัง สร้างสถิติใหม่ในวงการภาพยนตร์จีนที่มีคนดูมากที่สุด และนั่นทำให้นักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อปี 2555 ที่มาภาพ: http://www.theguardian.com/film/2013/feb/13/lost-in-thailand-lost-in-translation
webchinaresize
http://www.mafengwo.cn เว็บไซต์ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ที่มาภาพ: http://www.mafengwo.cn

“ทัวร์จีน” โตแต่จำนวน ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำ 

ในเชิงปริมาณ การมาถึงของนักท่องเที่ยวจีนอาจจะช่วยสร้างรายได้โดยจีนติดอยู่ในท็อป 10 ของการสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวไทย โดยนับตั้งแต่ปี 2551-2557 นักท่องเที่ยวจีนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากปี 2551 ที่สร้างรายได้ราว 28,470 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.96% ของรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ จำนวน 574,520 ล้านบาท มาเป็น 130,650 ล้านบาทในปี 2557 คิดเป็นสัดส่วน 11.14% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติในภาพรวม 1,172,798.17 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวจีน ในปี 2558 ขยับขึ้นจากปี 2551 ไม่มากนัก โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวเพียง 5,747.95 บาทในปี 2558 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับเมื่อ 8 ปีก่อน ในปี 2551 ที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 4,520.46 บาท ซึ่งดูเหมือนว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของไทยยังไกลเกินสิ่งที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายต่อหัวของการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางด้วยตัวเองในประเทศอื่นๆ
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทย-จีน ณ ปักกิ่ง ในปี 2558 ระบุว่าคนจีนมีการท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนรวม 120 ล้านทริป มีการจับจ่ายรวม 0.7 ล้านล้านหยวน โดยเป็นการท่องเที่ยวด้วยตนเองประมาณ 80 ล้านทริป และท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์ประมาณ 40 ล้านทริป โดยชาวจีนที่เลือกเดินทางด้วยตนเองมีการใช้จ่ายในต่างประเทศเฉลี่ย 11,625 หยวน (64,000 บาท) ต่อคนต่อทริป ว่ากันว่าเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนในสนามบินกรุงลอนดอน แม้จะมีเพียงร้อยละ 1 ของผู้โดยสารทั้งหมด แต่ยอดการซื้อสินค้าปลอดภาษีจากนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นร้อยละ 25 ของยอดขายรวมทั้งปีของสนามบินแห่งนี้
และนี่อาจจะเป็นคำตอบในคำถามของยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้ยึดติดแต่เพียงจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะต้องมองในเรื่องคุณภาพ การบริหารจัดการ ที่อาจจะเป็นคำตอบที่สำคัญที่สุดในปรากฏการณ์จีนบุกไทย!!!

The China Wave คลื่นจีนบุกไทย (2) : สำรวจการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวจีน “วัดพระแก้ว” ถึง “ห้างดัง”

















นักท่องเที่ยวชาวจีนที่วัดพระแก้ว
นักท่องเที่ยวชาวจีนที่วัดพระแก้ว

ในตอนที่แล้ว ได้พูดถึงคลื่นนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปี 2558 ประมาณ 8 ล้านคน
จากรายงานของกรมท่องเที่ยวที่เปิดเผยค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนต่อหัวในปี 2551-2554 อยู่ที่ 4,000 บาท เฉลี่ยไม่ถึง 5,000 บาท ในปี 2556 ยอดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 5,097 บาท และเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นปีที่มีการแบ่งข้อมูลประเภทของนักท่องเที่ยวแพ็คเกจทัวร์กับไม่ใช่แพ็คเกจทัวร์ โดยนักท่องเที่ยวจีนแบบแพ็คเกจทัวร์ มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 6,406.58 บาท และที่ไม่ใช่แพ็คเกจทัวร์ มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 5,385.35 บาท
รายงานของ InterContinental Hotel Group รายงานถึงลักษณะของนักท่องเที่ยวชาวจีนว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนแบบแพ็คเกจทัวร์มักเป็นนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ ที่จะสบายใจเมื่ออยู่กับไกด์ที่พูดภาษาจีนได้และกับกลุ่มทัวร์ที่มาด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทริปของแพ็คเกจทัวร์จะรวมค่าตั๋วเครื่องบินลดราคา, ค่าที่พัก และค่าตั๋วสำหรับดูโชว์ต่างๆ โดยราคาที่จ่ายของกรุ๊ปทัวร์นั้นอาจจะให้กำไรเพียงเล็กน้อยแก่สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมาย แต่เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงจะเที่ยวต่างประเทศครั้งที่ 2 มักเลือกมาเที่ยวกันเอง ไม่พึ่งทัวร์ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเน้นในส่วนที่พักกับการช็อปปิ้ง ทั้งนี้เป็นผลจากรายได้ครัวเรือนจีนเพิ่มขึ้นสูงและรวดเร็ว เห็นได้จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในต่างประเทศ จึงคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะใช้จ่ายต่อทริปมากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ มีการจัดอันดับเมืองที่นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายมากที่สุดในปี 2556 ได้แก่ 1. กรุงเทพฯ (38.3 พันล้านดอลลาร์) 2. พัทยา (2.92 พันล้านดอลลาร์) 3. โซล (1.96 พันล้านดอลลาร์) 4. นิวยอร์ก (1.41 พันล้านดอลลาร์ ) 5. ลอสแอนเจลิส (1.41 พันล้านดอลลาร์) โดยจังหวัดภูเก็ตติดอันดับที่ 7 (1.19 พันล้านดอลลาร์) และจังหวัดเชียงใหม่นั้นอยู่อันดับที่ 13 (0.55 พันล้านดอลลาร์) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่อันดับที่ 23 (0.37 พันล้านดอลลาร์)








นักท่องเที่ยวจีนเดินจากบริเวณถนนหน้าพระธาตุด้านข้างสนามหลวงเพื่อเข้าชมบพระบรมมหาราชวัง
นักท่องเที่ยวจีนเดินจากบริเวณถนนหน้าพระธาตุด้านข้างสนามหลวงเพื่อเข้าชมบพระบรมมหาราชวัง
นักท่องเที่ยวจีนและพ่อค้าขายของ
นักท่องเที่ยวจีนและพ่อค้าขายของถนนหน้าพระธาตุ

ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เพื่อสำรวจการใช้จ่ายและพฤติกรรมต่างๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีนตามจุดที่เป็นที่นิยมของการท่องเที่ยวไทย โดยเริ่มจากบริเวณท่าพระจันทร์ และบริเวณใกล้เคียงก็ได้พบนักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่แทบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะด้านในพื้นที่พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว หน้าพระลาน เรียกได้ว่าจุดศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวชาวจีน นายวีระศักดิ์ ฝ่ายศูนย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ประจำสำนักพระราชวัง ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาเยี่ยมชมในพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว เฉลี่ย 20,000 คนต่อวัน ส่วนใหญ่มาเป็นกรุ๊ปทัวร์ เพราะวัดพระแก้วเป็นหนึ่งในรูทของบริษัททัวร์ และสถานที่ใกล้เคียงที่อยู่ในรายการสถานที่ท่องเที่ยวของกรุ๊ปทัวร์จีน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ผ้า, พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อถามถึงสาเหตุที่นักท่องเที่ยวชาวจีนซื้อผ้านุ่งแทบทุกราย นายวีระศักดิ์กล่าวว่า สถานที่ท่องเที่ยวตามรูทของบริษัททัวร์ก่อนที่จะมาที่นี่คือพัทยา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใส่ขาสั้นและจำเป็นต้องเปลี่ยนตามเงื่อนไขการเข้าชม

เน้นของกินชอบสัปปะรด-ทุเรียน

ด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก ส่งผลให้ร้านค้าบริเวณโดยรอบต่างปรับตัวเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด คือ ป้ายบอกสินค้าเป็นภาษาจีน และพ่อค้าแม่ค้าจะพูดภาษาจีนได้ หรืออย่างน้อยก็รู้ศัพท์ของสินค้าที่ตนขายกับประโยคหลักๆ ที่ใช้ประกอบการขาย หนึ่งในนั้นก็คือ นายแดง เจ้าของแผงจำหน่ายของที่ระลึก กล่าวว่า “ส่วนมากนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ซื้อของที่ระลึกเท่าไหร่ เขาไม่ซื้ออะไรที่เป็นของฝากอย่างแมกเนต แต่จะซื้ออาหารมากกว่า ผลไม้ที่ขายดีคือ สับปะรดกับทุรียน ส่วนผ้าก็ซื้อกันเยอะ”
ด้วยประสบการณ์ขายของในบริเวณหน้าพระลานมา 50 ปี นายแดงเล่าว่า “คนจีนเพิ่งเข้ามามากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเอง เมื่อก่อนจะเป็นรัสเซีย ยุโรป อเมริกา” เมื่อถามถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน นายแดงกล่าวว่า “สกปรก ดูดบุหรี่เยอะ ชอบทิ้งขี้บุหรี่ ตะโกนเสียงดัง มีบ้างที่แอบหยิบของที่ขายเข้ากระเป๋า แต่เป็นส่วนน้อยนะ”
สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายทวี หน้าพระลาน มัคคุเทศก์ไทยภาษาจีน ให้ข้อมูว่า มีกลุ่มนักท่องเที่ยวประมาณ 80 กรุ๊ปต่อวัน (1 กรุ๊ป มีระยะเที่ยว 7 วัน) กรุ๊ปละจำนวน 10-30 คน นับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มากรุงเทพฯ เท่านั้น โดยหากเป็นช่วงสงกรานต์จะเข้ามาไม่ต่ำกว่า 300 กรุ๊ป ซึ่งจำนวนเฉลี่ย 80 กรุ๊ปนั้นถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเหตุการณ์ระเบิดพระพรหมที่แยกราชประสงค์ ในช่วงเหตุการณ์ระเบิดไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเลย และฟื้นตัวเมื่อ 6 เดือนให้หลัง อย่างไรก็ดี อีกสาเหตุที่จำนวนกรุ๊ปทัวร์ลดน้อยลง คือ เทรนด์การท่องเที่ยวอิสระ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว การจัดการโปรแกรมทัวร์อื่นๆ ไม่ต้องพึ่งไกด์เหมือนแต่ก่อน ค่าใช้จ่ายของลูกทัวร์ของนายทวีประมาณ 3,000 หยวนต่อคน
“ลุงเป็นไกด์บริษัททัวร์ ส่วนใหญ่ก็พาไปที่วัดพระแก้ว พระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพัทยา มันเป็นโปรแกรมทัวร์ที่ต้องพาไป คนจีนจะชอบซื้อซิม ขาดโทรศัพท์ไม่ได้ แล้วก็จะซื้อทุเรียนอบ สับปะรด จะซื้อผ้าเมื่อจะเข้าวัง ส่วนพฤติกรรมของคนจีน เถื่อน ไม่มีมารยาท” นายทวีกล่าว








พ่อค้าขายสัปปะรดนักท่องเที่ยวชาวจีน หน้าวัดพระแก้ว
พ่อค้าขายสับปะรด-นักท่องเที่ยวชาวจีน หน้าวัดพระแก้ว
สินค้าที่นักท่องเที่ยวจีนชอบซื้อ
สินค้าที่นักท่องเที่ยวจีนชอบซื้อ

นายบรรจง ประยูรนิรามัย มัคคุเทศก์ไทยภาษาจีน ในพระบรมมหาราชวัง เผยว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 15,000-16,000 คนต่อวัน มากันเป็นกรุ๊ป (90%) ตนจะรับดูแลวันละ 2 กรุ๊ป ส่วนที่มาเที่ยวกันเอง กลุ่มละ 2-3 คน ประมาณ 1-2% ซึ่งกลุ่มนี้ก็จะอาศัยโบรชัวร์และอินเทอร์เน็ตเป็นตัวช่วยในการท่องเที่ยว กรุ๊ปทัวร์มักจะไปสวนสามพราน จ.นครปฐม, สวนนงนุช, เกาะล้าน, เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ, ร้านช็อปปิ้ง พวกจิวเวลรี่ เครื่องหนัง และผ้าไหม
นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ประจำนิทรรศการ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (นิทรรศ รัชกาลที่ 5) ที่ถนนหน้าพระธาตุ ซึ่งมีรถทัวร์โดยสารของนักท่องเที่ยวชาวจีนมาจอดอยู่ตลอดวัน กล่าวว่า ตนจะนั่งประจำที่หน้านิทรรศ รัชกาลที่ 5 ทุกวันที่ทำการ (พุธ-อาทิตย์ เวลา 9.00-16.00 น.) เห็นรถทัวร์จีนมาจำนวนมากทั้งวัน ประมาณวันละ 300-400 คันต่อวัน จะมาจอดตลอดแนวตึกแดง “พี่ไม่ชอบคนจีนเลยนะ วัฒนธรรมไม่โอเค สกปรก เสียงดัง พี่ไม่ให้เข้าเลย เข้ามาแล้วทำให้พื้นที่สกปรก บางทีมาอุจจาระที่ข้างหน้าหรือตามซอกตึกด้วย” นางพรกล่าว
แหล่งข่าวรายหนึ่งเล่าถึงผลต่อเนื่องจากการที่มีรถทัวร์จีนมาจอดเป็นจำนวนมากว่า “พอมีคนจีนเยอะๆ แบบนี้ ก็มีคนมาขายของตามฟุตบาทแถบนี้ ไม่ใช่คนไทย เป็นคนเขมร พม่า หรือญวนทั้งหมด แล้วเทศกิจก็ไม่จับ โดยเฉพาะแถวถนนหน้าพระธาตุไม่ทำงานเลย แล้วคนขายก็ขายโก่งราคาด้วย อย่างหมวกจริงๆ มันราคา 100 บาท ก็เอามาขาย 500 บาท มาตื๊อๆ จนเค้าต้องซื้อตัดรำคาญ รายได้ของคนพวกนี้จะอยู่ที่ 2,000-3,000 บาทต่อวัน แล้วพวกรถโดยสาร แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก มอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่รับคนไทยด้วย
ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนต่อหัว-แก้ไข
ความชัดเจนของพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนอาจเห็นได้จากแหล่งช็อปปิ้ง ตามรายงานของ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยจีน เผยว่า ชาวจีนรักการช็อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่าไม่มีนักท่องเที่ยวชาติใดในโลกนี้ที่ชอบการช็อปปิ้งในต่างแดนมากเท่าชาวจีน จากการสำรวจ พบว่าค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของชาวจีนหมดไปกับการช็อปปิ้งมากถึงร้อยละ 50
จากการสำรวจแหล่งช็อปปิ้ง โดยเริ่มจากห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน โดยการสอบถามจากพนักงานตามบูทช็อปปิ้งต่างๆ พบข้อมูลดังนี้
1. บูธเครื่องสำอาง Chanel: แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมซื้อสินค้า คือ ลิปสติก มีการใช้จ่าย 10,000-50,000 บาทต่อคน
2. บูธเครื่องสำอาง Estee Lauder: นักท่องเที่ยวชาวจีนจะซื้อเฉลี่ยคนละ 3,000-20,000 บาท ขึ้นกับจำนวนสินค้า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ซื้อตามห้างแล้ว นักท่องเที่ยวมักเช็คราคาเงินหยวน แล้วไปซื้อที่ duty free
3. ร้านเสื้อผ้าผู้ชาย Fred Perry: ซื้อประมาณคนละ 20,000-30,000 บาท
4. ร้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Kiehl’s: นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ได้มีจำนวนเยอะทุกวัน โดยวันธรรมดาจะมีทัวร์จีนลง หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์จะมากกว่าปกติ สำหรับการใช้จ่ายจะอยู่ที่ 3,000-20,000 บาทต่อคน
5. ร้านน้ำหอม DKNY: ไม่มีนักท่องเที่ยวจีน เพราะราคาน้ำหอมของที่จีนถูกกว่า
จากการสำรวจห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยการสอบถามพนักงานประจำบูธช็อปปิ้งต่างๆ พบข้อมูลดังนี้
1. ร้านเครื่องสำอาง Sephora: นักท่องเที่ยวชาวจีนส่วนใหญ่มาเป็นกรุ๊ปทัวร์ ถ้าซื้อสินค้าหรือแบรนด์ใดก็จะซื้อสินค้าหรือแบรนด์นั้นกันทั้งกลุ่ม นอกจากนั้น Sephora มีล่ามภาษาจีนประจำ โดยมีเพียงที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ กับสาขาสยามเซ็นเตอร์ โดยเริ่มจ้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ถึงปัจจุบัน และมีโปรโมชั่นสำหรับชาวจีนโดยเฉพาะ คือ ซื้อสินค้าครบ 2,000 บาท ได้กระเป๋า
2. ร้านเสื้อผ้าผู้ชาย Suit Select: มีนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งที่มาเป็นกลุ่ม เช่น ครอบครัว หรือเพื่อน มักซื้อจำนวน 2 ตัว การใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-20,000 บาทต่อคน
3. ร้านเสื้อผ้า Giordano: มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเป็นกรุ๊ป กรุ๊ปละ 4-5 คน ใช้จ่ายประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อคน จะไม่ค่อยนิยม เพราะถือว่าแบรนด์นี้เป็นของจีน (ฮ่องกง)
4. ร้านเสื้อผ้า Timberland: มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเยอะเป็นพิเศษ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 – กุมภาพันธ์ 2559 รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็น 80% ของรายได้ทั้งหมดของร้าน โดยการใช้จ่ายอยู่ที่ 10,000-50,000 บาทต่อคน นิยมซื้อรองเท้า (พนักงานย้ำว่าซื้อทุกคน) นอกจากนั้น พนักงานทุกคนพูดภาษาจีนเบื้องต้นได้ ด้วยการฝึกกันเองในหมู่พนักงาน สำหรับด้านพฤติกรรม คือ ชอบของลดราคา, ก่อนซื้อจะเช็คราคาเงินหยวน และบ้างมาถามก่อนว่าเป็นแบรนด์ของประเทศอะไร เพราะคนจีนนิยมแบรนด์ประเทศอเมริกา
5. ร้านกางเกงยีนส์ Levi’s: นักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็น 70% ของลูกค้าทั้งหมด เดือนเมษายนปีนี้ (2559) น้อยกว่าช่วงเดียวกันเมื่อปี 2558 การใช้จ่ายประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อคน พนักงานในร้านพูดภาษาจีนเบื้องต้นได้ สำหรับด้านพฤติกรรม คือ ถ้าชอบก็ซื้อ, เช็ราคาเป็นเงินหยวนก่อน และชอบของลดราคา
6. ร้านกระเป๋าผู้หญิง Cath Kidston: นักท่องเที่ยวจีนไม่มากนัก จะเข้ามาดูประมาณ 30-40 คน แต่มีเพียง 3-4 คนที่ซื้อ การใช้จ่าย 1,000-3,000 บาทต่อคน
7. ร้านกระเป๋า Coach: นักท่องเที่ยวชาวจีน 200 คนต่อวัน มีเพียง 5-6 คนที่ซื้อ การใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-40,000 บาท นักท่องเที่ยวที่มาซื้อยังไม่ใช่ไฮโซ ถือว่าเป็นแบรนด์กลางๆ นอกจากนั้นยังมีนโยบายของบริษัทให้พนักงานพูดภาษาจีนได้
8. ศูนย์ช็อปปิ้ง Food hall: นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเป็นกรุ๊ป ครั้งละ 1-2 กรุ๊ป การใช้จ่ายอยู่ที่ 5,000-10,000 บาท นิยมซื้อถั่วและของกินเล่นของไทยเป็นลัง
เมื่อถามถึงทัศนคติต่อนักท่องเที่ยวชาวจีน พนักงานประจำร้านตอบว่า “เราต้องเข้าใจเขา ถ้าเข้าใจก็ไม่มีอะไร เขาก็เป็นคนนิสัยดี บางทีเขาทำอะไรที่ไม่สมควรก็เตือนเขาไป เขาก็ไม่ทำ” และ พนักงานอีกร้านตอบว่า “พี่เจอมาทุกแบบ แบบที่เขาพูดกัน ก็รู้ๆ กันอยู่ แต่พี่ไม่พูดนะ” หรือในบางร้านก็ไม่พบพฤติกรรมด้านลบเพราะ “พฤติกรรมดี เป็นอีกระดับ high” และร้านทุกร้านเองก็ปรับตัวเข้ากับคนจีนด้วยการฝึกพูดภาษาจีน พนักงานร้านรายหนึ่งยืนยันว่า พนักงานแทบทุกร้านในห้างเซ็นทรัลเวิลด์พูดภาษาจีนเบื้องต้นได้

จตุจักร จ้างคนจีนขายคนจีน

ด้วยพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมซื้อของฝากเป็นจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวได้สำรวจที่ตลาดจตุจักร และสอบถามจากแม่ค้าในตลาดจตุจักรรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเที่ยวในตลาดจตุจักรมักมาเป็นคู่ กลุ่มเพื่อน และครอบครัว จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่ 8.00 น. มักซื้อของที่ระลึกเป็นชิ้นๆ ไม่ได้ซื้อเป็นแพ็ค
เมื่อถามว่าพูดภาษาจีนได้หรือไม่ เธอตอบว่าพูดไม่ได้ แต่คนมีอายุในตลาดจะพูดได้ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่าหากร้านไหนพูดภาษาจีนได้ ร้านนั้นจะได้รับความนิยมจากคนจีน
นายอัษฎ์ เจ้าของร้านขายโคมไฟ ที่สามารถพูดภาษาจีนได้จากการฝึกด้วยตนเอง และบอกว่าพยายามฝึกกับลูกค้าด้วย พร้อมเล่าว่ามีลูกค้าประจำเป็นคนจีนจำนวนหนึ่งที่ส่งต่อข่าวของร้านผ่านโปรแกรมแชทคิวคิว สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยม คือ โคมไฟที่ปักเป็นตัวอักษรภาษาไทย ลายกนก และลายคล้ายพระโบราณ เรียกได้ว่า ลาย “ไทยๆ” นั่นเอง โดยซื้อคนละ 2-3 ชิ้น ราคาชิ้นละ 250 และ 280 บาท
เมื่อถามถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีน นายอัษฎ์เล่าว่า วัยรุ่นจะทำตัวดี ถ้าคนแก่ๆ จะต่อราคา จาก 250 บาท เหลือ 50 บาท แล้วยังมีวิธีดูลักษณะของนักท่องเที่ยวจีน ที่จะทำให้รู้ว่ากลุ่มนี้จะต่อราคาหรือไม่ โดยดูจาก “พวงมาลัย” คือ ถ้ามีพวงมาลัยห้อยคอแสดงว่าเพิ่งมาถึงประเทศไทยวันแรก จะยังไม่ต่อราคามาก อย่างไรก็ดี นายอัษฎ์ปิดท้ายว่า “ลูกค้าจีนเยอะ แต่คุณภาพต่ำ”
นอกจากนี้พวกขนมกินจุบจิบก็เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเช่นกัน นางสาวหยก เจ้าของร้านขายขนมของฝาก เล่าว่า ตนมีรายได้ 15,000-20,000 บาทต่อวัน โดยรายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่ปีนี้มีจำนวนน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน มักนิยมซื้อทุเรียนทอด เถ้าแก่น้อย และเบนโตะ
เมื่อถามถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีน เธอเล่าว่า ชอบต่อราคาจนต่ำกว่าราคาทุน อ้างว่ามีร้านอื่นที่ให้ราคานี้ และเมื่อซื้อไปแล้วหากไปเจอร้านที่ราคาถูกกว่า ก็จะเอาของมาคืนพร้อมกับขอเงินคืน
นางสาวหยกเล่าต่อไปว่า ในตลาดจตุจักรมีนักศึกษาชาวจีนทำงานพาร์ทไทม์อยู่จำนวนมาก ค่าแรงประมาณ 400 บาทต่อวัน บ้างจะมาทำงานไม่ต่ำกว่า 3 เดือน พอให้รู้วิชา แล้วไปเปิดร้านของตัวเอง ซึ่งจะเป็นแค่ร้านขายขนมเท่านั้น ยังไม่เจอประเภทอื่น และด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงมีร้านขายขนมลักษณะเดียวกันเปิดอยู่ทั่วจตุจักร ประมาณ 30 ร้าน
เจ้าของร้านขายขนมของฝากอีกรายหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านนอก ติดถนนคนเดิน เปิดเผยว่า ตนมีรายได้ 30,000-40,000 บาทต่อวัน จะเห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ต่ำกว่า 100,000 คนต่อวัน และด้วยโลเคชั่นที่อยู่ติดกับถนน ทำให้คนจะเห็นได้ง่าย จึงมีรายได้มากกว่าร้านที่อยู่ข้างในตลาด สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีน เธอเล่าว่า จะซื้อคนละ 5 แพ็ค (ราคาแพ็คละ 450 บาท) แม้จะขายได้ทีละน้อยๆ แต่ก็ขายได้เรื่อยๆ ทั้งวัน นอกจากนั้นคนจีนจะซื้อแค่ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง และสินค้าชนิดเดียวกัน ต่างไปจากนั้นไม่ซื้อ และชอบต่อราคา “บางครั้งต่อราคาจนน่าเกลียด ก็ขายถูกแล้ว ไม่ลดให้”
นอกจากนั้น ร้านดังกล่าวมีพนักงานพาร์ทไทม์เป็นคนจีน และในย่านจตุจักรนี้ทุกร้านก็มีพนักงานพาร์ทไทม์เป็นนักศึกษาชาวจีน โดยเมื่อมีคนหนึ่งกลับประเทศหรือติดเรียน ก็จะให้เพื่อนชาวจีนมาทำแทน
เจ้าของร้านขายของฝากอีกรายหนึ่งเล่าว่า ในแต่ละวันจะมีลูกค้าเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 30% จะนิยมซื้อเครื่องสำอาง, ทุเรียนทอด และยาดม ค่าใช้จ่ายยังไม่ถึง 1,000 บาท เพราะซื้อประมาณ 3-4 ชิ้น และไม่มีการซื้อยกลัง
เมื่อถามถึงการจ้างนักศึกษาชาวจีนเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ ซึ่งร้านนี้เองก็มีเช่นกัน ก็ตอบว่า ร้านตนเพิ่งจ้างปีนี้ (2559) และไม่เปิดเผยค่าแรง
https://thaipublica.org/2016/04/the-china-wave-2/

จากนักท่องเที่ยวสู่ผู้อาศัย ปรากฏการณ์จีนในชุมชนไทย

July 19, 2018
by Atapoom Ongkulna
รู้จักย่านจีนใหม่ในชุมชนไทยผ่านการวิจัย เมื่อช่องว่างและโอกาสเปลี่ยนเรื่องเที่ยวให้เป็นธุรกิจ
เหตุการณ์เรือโดยสารทางทะเล 'ฟินิกซ์ พีซีไดฟ์วิง' อับปางกลางทะเล คือโศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยว แต่คำถามถึงปัญหานอมินีข้ามชาติเกิดขึ้นมาสักระยะแล้ว
ในตอนแรกเราอาจคิดไปว่า กระแสการท่องเที่ยวของคนจีนในไทยเกิดขึ้นเพราะภาพยนตร์ Lost in Thailand (แก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์) ซึ่งเข้าฉายในประเทศจีนปลายปี 2555 แต่ทว่า 5-6 ปีผ่านไป ปรากฎการณ์จีนในไทยไม่ใช่เพียงแค่กระแสวูบวาบ เพราะกลายเป็นนักท่องเที่ยวจีนนั่นเองที่เป็นกลุ่มท่องเที่ยวหลักที่ส่งเสริมรายได้ให้กับภาคธุรกิจไทย
จำนวนเงินที่หมุนเวียนในระบบมากขึ้นคือข้อดี แต่หากในทางกลับกัน นี่ก็เป็นช่องทางของคนบางกลุ่มที่เห็นโอกาสในการลงทุนอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากชาติเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าที่ระลึก ฯลฯ

'ห้วยขวาง' โมเดลจีนในกรุง

ย่านเที่ยว ร้านอาหาร ที่อยู่อาศัย ตลอดถึงการหาช่องทางทำธุรกิจของคนต่างชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะชาวจีนในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยมีงานวิจัยโครงการ 'การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนรุ่นใหม่ : กรณีศึกษาชุมชนจีนแห่งใหม่' โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งค้นพบว่า นอกจากย่านไชน่าทาวน์อย่างเยาวราชแล้ว ยังมีชุมชนจีนเกิดใหม่จากการท่องเที่ยว และชัดเจนที่สุดคือบริเวณ ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เขตห้วยขวาง
ดร.ชาดา เตรียมวิทยา นักวิจัยศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา หัวหน้าคณะโครงการ บอกว่าชาวจีนย่านห้วยขวางไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวมาแล้วกลับ หรือคนจีนเก่าแก่แบบเยาวราช ทว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือชาวจีนรุ่นใหม่ซึ่งได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทย อาทิ การเข้ามาศึกษาในประเทศไทย การเข้ามาสอนภาษาจีน กระทั่งเป็นนักท่องเที่ยวซึ่งย้ายถิ่นฐานชั่วคราวเพราะเล็งเห็นช่องทางในการทำธุรกิจในไทย
"ส่วนใหญ่เป็นจีนกวางสี จีนยูนนาน ซึ่งพวกเขาเริ่มต้นจากแค่ท่องเที่ยว หรือมาทำธุระ นำไปสู่การตัดสินใจอยู่นานขึ้น พอวีซ่าท่องเที่ยวหมด ก็ยังไม่กลับ จากนั้น เมื่อเห็นช่องทางจะเริ่มเรียกครอบครัวให้ตามมา แล้วหาที่อยู่พร้อมๆ กับหาช่องทางทำงานไปด้วย เป็นการตั้งถิ่นฐานลักษณะแบบใยแมงมุม (Spider's Web Settlement) คือกำหนดให้ชุมชนถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เป็นศูนย์กลาง มีร้านอาหารจีน ร้านค้า ร้านเสริมสวย ร้านขนส่งโลจิสติกส์ อยู่สองข้างทางฝั่งถนนส่วนอาชีพของคนกลุ่มนี้ ได้แก่ มัคคุเทศก์, ล่าม ครูสอนภาษาจีน รวมถึงธุรกิจที่นักท่องเที่ยวจีนมีความต้องการ”
“เขาอาจจะเปิดร้านอาหารไทย ขายของที่ระลึกจากเมืองไทยก็ได้ แต่มีคนจีนเป็นเจ้าของธุรกิจตัวจริงและเป็นเป้าหมายหลัก มีคนไทยที่เสนอตัวเองเป็นผู้จดทะเบียน มีคนต่างด้าวเป็นแรงงานหลัก และจากการสำรวจพูดคุยนั้นเป็นลักษณะการแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน เช่น นักธุรกิจชาวจีนจะให้ค่าเช่าที่สูงกว่ามาตรฐานกับเจ้าของคนไทย บางกรณีเป็นคนไทยเองด้วยซ้ำที่ไปติดต่อขอทำธุรกรรมแทน”
ถึงเวลานี้ เมื่อรัฐบาลไทยเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเกิดเหตุสดๆ นำไปสู่การกวดขัน กลุ่มธุรกิจนอมินีทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กก็ปรับตัวและรัดกุมมากขึ้น มีการลดเวลาเปิด-ปิด การจ้างแรงงานไทยเพิ่ม พร้อมขยายขอบเขตไปรอบๆ จากห้วยขวางสู่ย่านอื่นๆ เช่น สุทธิสาร, ดินแดง, ถนนเสือป่า ส่วนหัวเมืองท่องเที่ยวก็อย่างเช่น เชียงใหม่, เชียงราย,ขอนแก่น, ภูเก็ต, อุบลราชธานี, นครราชสีมา สวนผลไม้บางแห่งในภาคตะวันออก
20150819140212573
เชียงใหม่ ไชน่าทาวน์?
ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดพีคเมื่อราว 2-3 ปีก่อน งานวิจัยเรื่อง 'ผู้ประกอบการจีนรุ่นใหม่กับความมั่นคงด้านธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือ' โดย ผศ.ดร. อรัญญา ศิริผล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุตอนหนึ่งว่า ผู้ประกอบการจีนในเชียงใหม่ส่วนใหญ่คือ คนจีนหนุ่มสาว ซึ่งมีทั้งหญิงชายอายุระหว่าง 25-40 ปี จบการศึกษาอย่างต่ำมัธยมปลายและระดับปริญญาตรี มาจากพื้นฐานครอบครัวชนชั้นกลางในจีนที่เคยหรือกำลังประกอบอาชีพรับราชการ บริษัทเอกชน เช่น เจ้าหน้าที่รัฐ (สถาบันขงจื่อ นักศึกษาแลกเปลี่ยน รัฐวิสาหกิจ ครู) หรือทำงานบริษัทเอกชนต่างประเทศในจีน
บางรายผันตัวเองมาทำธุรกิจด้วยเพราะเล็งเห็นช่องทาง พวกเขาเลือกอยู่ในไทยพร้อมกับเป้าหมายหวังประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ จึงให้คุณค่ากับการทำงานแบบสร้างเนื้อสร้างตัว และพร้อมที่จะทดลองเรียนรู้ทางธุรกิจใหม่ๆ มีความกล้ารับความเสี่ยงและความท้าทายจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่เปิดขึ้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ผู้ประกอบการจีนรุ่นใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ มาจากทั่วทุกภาคของจีน เงื่อนไขหลักที่ทำให้คนเหล่านี้มาจากทั่วทุกแห่งเพราะการเดินทางที่สะดวกขึ้นจากเส้นทางการบิน ทำให้พวกเขาสามารถจัดการการเดินทางเพื่อธุรกิจการค้าที่จีนกับไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าถามว่าสถานการณ์แบบนี้จะส่งผลอะไร แน่นอนว่าในด้านบวกก็จะส่งผลถึงภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะจากการสำรวจพวกเขายังใช้ขนส่งสาธารณะในพื้นที่สัญจรเป็นหมู่คณะ เช่น บริการรถบัส หรือรถนำเที่ยวชุมชนแบบ Local Agency แต่มองอีกด้าน ผลกระทบด้านลบกำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทยทั้งระดับกลางและเล็ก เพราะการแข่งขันสูงขึ้นและเงื่อนไขเทคนิควิธีการทำตลาดอันซับซ้อน
“ถ้าในเชียงใหม่ ขึ้นอยู่กับกลุ่มนำเที่ยวแบบ Local Agency ว่าจะต่อรองได้มากน้อยขนาดไหน เพื่อให้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนใช้บริการ มีคนไทยเป็นเจ้าของผลิต เช่น เข้าร้านอาหารคนไทย ใช้ขนส่งมวลชนไทย หรือไปตามเส้นทางที่เอื้อต่อการจำหน่ายสินค้าคนไทยนั้นก็ยังไปได้ ที่กังวลบางรายมองเพียงกำไรระยะสั้น คือได้ค่าหัวจากการนำเที่ยวเท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์และภาคบริการอื่นๆ ไม่ถูกส่งเสริม”
หรือการกวดขันเรื่องการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมามักจะเป็นผู้ค้าคนไทยเท่านั้นที่ถูกจับตาเรื่องการเสียภาษี แต่กับผู้ค้าชาวต่างชาติกลับมักไม่ถูกพูดถึง กลายเป็นเปิดโอกาสให้กลุ่มบริษัทขนส่งสินค้า (ชิปปิ้ง) ของนักธุรกิจจีนเข้ามาเปิดบริการรับส่งสินค้ากลับไปยังจีน หรือบริษัทจีนขายส่งสินค้าไทยแบบปลีก-ส่งในประเทศจีน
เช่น ในเขตหางดง เชียงใหม่มีไม่ต่ำกว่า 5 รายในช่วงปีพ.ศ. 2559 โดยที่ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันทางการค้าได้ ผู้ประกอบการไทยบางกลุ่มจำต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง บ้างรายสามารถปรับตัวได้ เช่น หาหุ้นส่วนร่วมทุน หาตลาดใหม่ผ่านเครือข่ายใหม่ๆ หรือเพิ่มพูนความรู้ที่เกี่ยวเนื่อง แต่สำหรับผู้ที่ปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องออกไปจากธุรกิจที่เคยทำมา เปลี่ยนมือกิจการให้แก่ผู้ประกอบการจีน เป็นต้น สภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของคนในสังคมไทยอย่างมาก หากไม่ได้มีการปรับตัวหรือได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
20160710114544104

ตั้งรับชุมชนใหม่ท่องเที่ยว

โมเดลที่ห้วยขวางหรือที่เชียงใหม่ ไม่ได้หมายความว่าคนจีนที่เดินทางมายังไทยจะเป็นเช่นนั้น หากแต่อธิบายถึงการตั้งชุมชนและเครือข่ายธุรกิจซึ่งเห็นโอกาสและช่องว่าง เปลี่ยนตัวเองจากนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ มาทำธุรกิจเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวด้วยกันเอง
จีนทุกวันนี้ ไม่ใช่ชาวจีนรุ่นย้ายถิ่นฐานแบบที่เรียกว่า 'จีนเก่า' หรือ 'เหล่าตี้ง' อีกต่อไป แต่เป็นจีนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า 'ซิน อี้ หมิน' ที่ทำให้ย่านท่องเที่ยวกลายเป็นไชน่าทาวน์แห่งใหม่
ศ.ดร.สุภางค์ จันทวานิช ศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ชุมชนและเครือข่ายธุรกิจต่างชาติซึ่งเกิดจากการท่องเที่ยวเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และควบคุมยาก กลุ่มคนเหล่านี้ตั้งชุมชนแล้ว ยืด-หดตัว ตามตลาดนักท่องเที่ยว เพราะเมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นักท่องเที่ยวเหล่านั้นจะเห็นช่องทางทำกิน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย และแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อต่างๆ ดังนั้นเมื่อห้ามไม่ได้ ประเด็นจึงกลับมาสู่การควบคุมให้เด็ดขาด ต้องทำข้อบังคับให้ชัดว่าอะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
ผศ.ดร.อรัญญา กล่าวว่า อย่างกรณี ปี พ.ศ. 2558-2559 รัฐบาลไทยพยายามจะหยุดธุรกิจจีนผิดกฎหมายที่มาตั้งบริษัททำธุรกิจในรูปนอมินี ให้คนไทยถือหุ้นแทน กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เริ่มตรวจสอบธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน รถยนต์ ธุรกิจเช่าบ้าน-เช่าซื้อ บริษัทนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร พบว่ามีมากกว่า 13,000 บริษัท จีนและต่างประเทศที่ถูกตรวจสอบว่าอาจจะทำผิดกฎหมายดังกล่าวกระจายอยู่ใน 10-17 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ในเวลาต่อมาก็พบว่าการจับกุมปราบปรามเป็นไปตามวาระโอกาส ตั้งรับปัญหา ลดแรงเสียดทานจากสังคมมากกว่าการมองการณ์ไกลเพื่อเป้าหมายความมั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
รอบนี้ใครๆ จึงตั้งความหวังไว้ว่า ปัญหาที่คาราคาซังจะยุติไปได้สักที 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ย่ำถิ่นมังกรใหม่ "ไชน่าทาวน์ห้วยขวาง"

สถาบันภาษาและวัฒนธรรมจีนปักกิ่ง Beijing Chinese Language and Culture College

"สถาบันขงจื้อ" มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.)