จีนแห่เรียนมหา’ลัยไทย ปรับหลักสูตรโรดโชว์ดึงตี๋หมวย

จีนแห่เรียนมหา’ลัยไทย ปรับหลักสูตรโรดโชว์ดึงตี๋หมวย

มหา’ลัยไทยรุกตลาดแดนมังกรเดินหน้าโรดโชว์ดีลตรงดึงนักศึกษาจีน ตัดวงจรเอเยนซี่ลดค่าใช้จ่ายลง 1.5-2 แสนบาทต่อหัว ม.รังสิตปูพรม MOU มหา”ลัยทุกมณฑล เผยหลักสูตร “ภาษาไทย-บริหารธุรกิจ” มาแรง ด้าน ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ปรับหลักสูตรใหม่ตอบโจทย์ตลาดเด็กจีนโดยเฉพาะ กงสุลเชียงใหม่เปิดข้อมูลเด็กจีนมาเรียนกว่า 7,000 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาล-อุดมศึกษา มช.ร่วมวงชูหลักสูตรดิจิทัล-เทคโนโลยีฯ

นักศึกษาจีนแห่เรียนมหา”ลัยไทย

แหล่งข่าวจากแวดวงธุรกิจการศึกษาเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ตลาดการศึกษาในไทยขณะนี้กำลังได้รับความนิยมจากนักศึกษาจีนอย่างมาก รองจากตลาดหลักอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา ผลจากจำนวนของประชากรจีนที่มีจำนวนมาก ส่งผลให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีการแข่งขันสูงมาก การศึกษาต่อในต่างประเทศจึงเป็นอีกตัวเลือก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ประกอบกับมหาวิทยาลัยในไทยกำลังประสบปัญหาจำนวนนักศึกษาลดลงอย่างมาก
เดิมทีนักศึกษาจีนจะใช้บริการแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศจากบริษัทตัวกลาง หรือเอเยนซี่ ที่ให้บริการแนะแนวการศึกษา ตั้งแต่ยื่นเอกสารจนถึงได้เข้าเรียน ซึ่งมีค่าดำเนินการอยู่ที่ 25,000-30,000 หยวน หรือราว 150,000 บาท แต่จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนเห็นโอกาสพุ่งเป้ามาที่ตลาดจีนมากขึ้น ด้วยวิธีการร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับมหาวิทยาลัยในจีน เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างกัน ทั้งในรูปแบบโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน นักศึกษาทุน และนักศึกษาที่สนใจมาเรียนในไทยอยู่แล้ว ซึ่งทำให้นักศึกษาลดค่าใช้จ่ายในการใช้เอเยนซี่ลง
หลักสูตรภาษาไทยมาแรง
สำหรับหลักสูตรที่นักศึกษาจีนให้ความสนใจ คือ หลักสูตรภาษาไทย และหลักสูตรบริหารธุรกิจ โดยให้เหตุผลว่าในอนาคตไทยและจีนจะมีความร่วมมือทางธุรกิจและความร่วมมือด้านอื่น ๆ มากขึ้น หากพูดภาษาไทยได้จะช่วยให้ธุรกิจคล่องตัวมากขึ้น
“ในบางมณฑลของจีนที่มีการเปิดสอนวิชาภาษาไทยจะมีนักเรียนเลือกเรียนกว่า 2,000 คน ถ้ารวมมณฑลอื่น ๆ มองว่าจะมีจำนวนมหาศาลที่สนใจเรียนภาษาไทย ที่สำคัญไม่ได้มีเพียงนักศึกษาเท่านั้น ยังรวมถึงครู-อาจารย์ที่ต้องการมาเรียนในไทยโดยเฉพาะในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อไปปรับวุฒิอีกด้วย”
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มนักศึกษาจีนในไทยจะยังเพิ่มขึ้นอีกมาก และภาพที่เห็นชัดในปี 2562 นี้ คือแต่ละมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน เดินสายโรดโชว์และลงนามข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) กับมหาวิทยาลัยจีนในมณฑลต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งนักศึกษาจีนมาเรียนที่ประเทศไทย
หากจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่คาดว่าจะมีนักศึกษาเข้ามาเรียน อันดับ 1 ปีนี้มองว่าน่าจะเป็น มหาวิทยาลัยเกริก เนื่องจากปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยมีนักลงทุนจีนเข้ามาถือหุ้นแล้ว ทำให้มีการส่งนักศึกษาจีนเข้ามาโดยตรง อันดับ 2 คือ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมของนักศึกษาจีน ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้เอเยนซี่ส่งนักศึกษาจีนเข้ามา และอันดับ 3 มหาวิทยาลัยรังสิตซึ่งมีการบุกหนัก
ม.รังสิตโรดโชว์ทุกมณฑล
ดร.กัญจน์นิตา สุเชาว์อินทร์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และรองผู้อำนวยการสถาบันจีน-ไทย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้จำนวนนักศึกษาจีนใน ม.รังสิต กว่า 400 คน โดย 50% เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน สาขาวิชาภาษาไทยและสาขาบริหารธุรกิจ (เรียนด้วยภาษาไทย) อีก 50% เป็นนักศึกษาเรียน 4 ปี หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรบริหารธุรกิจ หลักสูตรการท่องเที่ยว-การโรงแรม และหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ
นอกจากนี้อยู่ระหว่างขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนของจีนเพิ่มเติม จากเดิมที่มีความร่วมมือแล้วเช่น มหาวิทยาลัยหลางฝ่าง ในมณฑลเหอเป่ย์ หลักสูตรชีวการแพทย์,มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว มณฑลกุ้ยโจว ร่วมมือหลักสูตรพยาบาล, มหาวิทยาลัยกวางสี มณฑลกวางสี หลักสูตรภาษาไทย และมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการเงินยูนนาน กับวิทยาลัย Oxbridge รวมถึงมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคุนหมิง ซึ่งจากความร่วมมือโดยตรงระหว่างมหาวิทยาลัยทำให้เชื่อมั่นว่า ในปี 2562 จะมีนักศึกษาจีน (แรกเข้า) อีก 400-500 คน ซึ่งเตรียมความพร้อมไว้ทั้งอาคาร-สถานที่ ไปจนถึงบุคลากรอย่างอาจารย์ผู้สอน
“ภาพรวมที่เห็นตอนนี้มีนักศึกษาไทยไปเรียนจีนกว่า 20,000 คน ขณะที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนไทย 30,000 คน และปีหน้าจะเห็นภาพชัดขึ้นว่านักศึกษาจีนยังคงเพิ่มขึ้น เพราะทุกมหาวิทยาลัยในไทยต่างพุ่งเป้าไปที่ตลาดจีน จากอัตราการเกิดที่น้อยลงและที่นั่งว่างในมหาวิทยาลัยของรัฐในไทยเพิ่มขึ้น”
มธบ.ปรับหลักสูตรรับเด็กจีน
ด้าน ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจเชิงนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 3,000 คน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำเสนอหลักสูตรใหม่ในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์นักศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักศึกษาจีน คือ “หลักสูตรแนวใหม่ หรือจับวิชาเป็นโมดูล” สาขาบริหารธุรกิจ โดยแต่ละหลักสูตรจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มวิชาพื้นฐาน 2) กลุ่มด้านนวัตกรรม และ 3) กลุ่มดิจิทัล มีเป้าหมายให้นักศึกษาเป็น “นวัตกร” (inovater) หรือสร้างผู้ประกอบการแห่งอนาคต
“จะเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมที่เข้ามาเรียนหลักสูตรใดก็จะเรียนแค่หลักสูตรนั้น ๆ แต่หลักสูตรใหม่นักศึกษาเลือกวิชาเอกเอง จะผสมผสานทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ต้องผสมผสานทั้งเรื่องการตลาด โลจิสติกส์ และการจัดการองค์กร เป็นต้น นักศึกษากลุ่มนี้จะวัดผลการเรียนด้วยการปฏิบัติ โดยมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาประเมินผล เมื่อจบไปสามารถทำงานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเทรนเพิ่มเติม”
มช.ชูจุดแข็งหลักสูตรพยาบาล
ขณะที่ รองศาสตราจารย์อุษณีย์ คำประกอบ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบัน มช.มีนักศึกษาต่างชาติรวม 1,058 คน ทั้งในระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาจีน688 คน หลักสูตรที่ได้รับความนิยม คือ เศรษฐศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี นอกจากนี้ ในแต่ละปียังมีนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในคอร์สพิเศษระยะสั้นอีกราว 1,000 คน/ปี สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาโทที่นักศึกษาจีนสนใจมาก คือ หลักสูตรพยาบาล นอกจากนี้ยังได้เริ่มโปรโมตหลักสูตร Digital Innovation and Financial Technology ในจีนด้วย
มหา”ลัยจับมือเอเยนซี่ป้อนเด็ก 
ดร.นิศาชล ไทยทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซบอน เอ็ดดูเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และในฐานะอาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกวางสี กล่าวว่า แต่ละปีจะมีนักเรียนที่พลาดจากการเข้าสอบมหาวิทยาลัยในจีนเป็นจำนวนมาก การเข้ามหาวิทยาลัยในไทยจึงเป็นทางเลือก ซึ่งในช่วงแรกนักศึกษาจะใช้บริการจากเอเยนซี่ต่าง ๆ แต่ปัจจุบันการเลือกใช้เอเยนซี่น้อยลง เพราะมหาวิทยาลัยไทยเข้าไปติดต่อประสานกับทางจีนโดยตรง ซึ่งก็ทำให้ โซบอน เอ็ดดูเคชั่น ต้องปรับจากการเป็นคนกลางมาเสนอจัดซัมเมอร์แคมป์ รวมถึงจัดศึกษาดูงานสถาบันการศึกษาแทน
“ส่วนใหญ่แต่ละมหา”ลัยจะมีเอเยนซี่อยู่ที่จีนอยู่แล้ว เราเป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำธุรกิจเป็นตัวกลางความร่วมมือเรียกได้ว่ามหาวิทยาลัยเอกชนทุกแห่งในไทยต่างก็มีเอเยนซี่หลักของตัวเอง”
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจข้อมูลจากเว็บไซต์แนะแนวการศึกษาพบว่า เอเยนซี่จีน “Taiguo.m.liuxue86.com” มีการโปรโมตมหาวิทยาลัยในไทยจำนวนมาก เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เชียงใหม่, อัสสัมชัญ, สงขลานครินทร์, ธรรมศาสตร์, มหิดล, ศรีนครินทรวิโรฒ, แม่โจ้, เกษตรศาสตร์, บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, นเรศวร, มหาสารคาม, ทักษิณ, ม.กรุงเทพ เป็นต้น
จีนบุกเรียนเชียงใหม่ 7,000 คน
นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดิร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มคนจีนเดินทางมาเรียนหนังสือในจังหวัดเชียงใหม่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลจากสถานกงสุลเชียงใหม่ระบุว่า ปัจจุบันเด็กจีนที่มาเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับอุดมศึกษา มีประมาณ 7,000 คน เพราะด้วยศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ทำให้คนจีนนิยมเดินทางเข้ามาเรียนกันมากขึ้น ตลาดด้านการศึกษาของกลุ่มคนจีนในจังหวัดเชียงใหม่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอดีตที่ผ่านมาจะมีพ่อแม่เข้ามาลงทุนซื้อคอนโดฯหรือบ้านให้ลูกหลานที่มาเรียนใช้เป็นที่พัก แต่ปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่เลือกที่จะเช่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียมอยู่เพื่อความสะดวกมากกว่าการซื้อที่อยู่อาศัย

ชีวิตนักศึกษา นักศึกษาจีน



ค่าเรียนถูกกว่า แถมทำวีซ่าไม่ยาก – เหตุผลที่นักศึกษาจีนมาเรียนที่ไทย

ชอรี่ ติง (Cherry Ting) นักศึกษาประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ อายุ 28 ปีนี้ ได้บอกว่า นักศึกษาจีนได้เข้ามาในไทยเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา แต่หลังนั้นนักศึกษาจีนก็มองการศึกษาในต่างประเทศ เช่น ประเทศอเมริกา และยุโรป เป็นต้น

เหตุผลที่นักศึกษาจีนมาเรียนที่ไทย

ชาดา เตรียมวิทยา นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับนักศึกษาจีนในไทย กล่าวว่า …

คอร์สเรียนน่าสนใจ ค่าเรียนไม่แพง

“มหาวิทยาลัยให้จ่ายค่าศึกษาเหล่าเรียนได้เท่ากับนักศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชน รวมไปถึงมหาลัยเกี่ยวกับศาสนานั้น ก็พยายามคิดและเสนอคอร์สเรียนที่น่าสนใจ รวมไปถึงค่าเรียนด้วย ตอนนี้คนจีนในประเทศไทยก็เพิ่มขึ้น เช่น เป็นครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เป็นต้น
มหาวิทยาลัยในไทยนั้นราคาไม่แพงสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ถ้าเทียบกับประเทศที่คนนิยมไปเรียน เช่น ออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา และอังกฤษเป็นต้น มีนักศึกษาจีนจำนวนมากได้เข้ามาศึกษาในไทย แต่ว่าส่วนใหญ่นั้นมาจากชนบทในประเทศ เพราะว่าหลีกหนีจากแข่งขันในบ้านเกิด และสามารถหางานที่ได้รายได้ตอบแทนที่ดี ในประเทศทางตะวันออกเฉียงใต้”

แล้วมหาวิทยาลัยที่อื่นๆ ล่ะ ค่าเล่าเรียนกี่บาทกันนะ ?

จีนได้ทุ่มทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการศึกษา และมีการเชื่อมโยงกับทางยุโรป ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านดอลาร์ แต่ในมุมของนักศึกษาชาวจีนนั้นกล่าวว่า ประเทศไทยได้เสนอทางเลือกที่ดีกว่านั้น คือ ค่าเล่าเรียนที่ต่ำกว่า และกฏของวีซ่าที่ดูเป็นมิตรกว่าทางฝั่งยุโรป ซึ่งการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 120,000 บาทต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 3,700 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ค่าเล่าเรียนในหลักสูตรที่คล้ายคลึงกันนั้น ก็ถูกกว่าอีกด้วย
นอกจากนั้นในยุคของ โดนัล ทรัมป์ นี้ นักศึกษาต่างชาติกำลังถูกตรวจสอบ เพื่อป้องกันการจารกรรมและอื่น ๆ เชอร์รี่ได้กล่าวว่า “ถ้าฉันทำงานที่นี่ ฉันจะมีโอกาสมากกว่าที่ที่ฉันมา”
เชอร์รี่เล่าให้ฟังว่า เธอเดินทางมาโดยทางเรือ ผ่านทางแม่น้ำโขงจากบ้านเกิดของเธอ ที่จิ่งหงทางตอนใต้ของจีน เธอได้ศึกษาเกี่ยวกับด้านการจัดการการท่องเที่ยว ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ และสำเร็จการศึกษาด้านปริญญาโทด้วย

นักศึกษาจีนในไทยเพิ่มเป็น 2 เท่า

มีนักศึกษาชาวจีนจำนวน 8,455 คน ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยในไทย เมื่อปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก พ.ศ. 2555 สูงถึง 30,000 คนทั้งประเทศ ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะอยู่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยการจัดอันดับมหาวิทยาลัย Times Higher Education ซึ่งทั้ง 2 ประเทศที่กล่าวมา ติดอันดับ 50 อันดับแรกในเอเชีย ในขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยมหิดลนั้นได้อันดับที่ลดลงอีกด้วย
เหตุผลที่นักศึกษาจีนมาเรียนที่ไทย
ในปี 2010 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีนักศึกษาชาวจีนเพีบงแค่ 23 คน แต่ทว่าในตอนนี้มีเพิ่มมากขึ้นถึง 3,700 คน ซึ่งนักลงทุนความจีนบางคน ยังมาลงทุนในมหาวิทยาลัยเอกชนอย่างมหาวิทยาลัยเกริก เพื่อที่จะนำหลักสูตรไปโปรโมตในประเทศจีน นักวิจัยหลาย ๆ คนเชื่อว่ามีแนวโน้มที่นักศึกษาจะเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
ที่มา : https://www.scmp.com


ยอดนักศึกษาจีนในประเทศไทย นับวันจะเพิ่มขึ้นยอดนักศึกษาจีนในประเทศไทย นับวันจะเพิ่มขึ้น
ปัจจัยด้านการศึกษาคือ มหาวิทยาลัยต่างๆทำสัญญาแลกเปลี่ยนนักศึกษากัน และอีกปัจจัยหนึ่งก็คือ เพื่อรองรับธุรกิจทั้งคนไทยที่ไปลงทุนในประเทศจีน และคนจีนที่มาลงทุนในประเทศไทย
การเรียนการสอนภาษาไทยในประเทศจีน ชาวจีนเขาทำกันอย่างไร และทำไมนักศึกษาจีนถึงเลือกเรียนวิชาภาษาไทย อาจารย์จูหมิง (Zhu Meng) ชื่อไทยว่า “แสงระวี” หัวหน้าภาควิชาภาษาไทย สถาบันภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยนานาชาติศึกษาเซี่ยงไฮ้บอกว่า สมัยก่อนนั้นนักศึกษาไม่ได้เลือกเรียนได้เอง ทางมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้เลือกว่าใครจะเข้าเรียนวิชาภาษาอะไร
“ปกติแล้ว คนเรียนภาษาไทยมักเป็นคนภาคใต้ของจีน เมื่อมหาวิทยาลัยเลือกให้เราเรียนภาษาไทยแล้ว ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก และไม่รู้ด้วยว่าภาษาไทยเป็นอย่างไร สมัยนั้นไม่มีเน็ต ไม่เคยมาเมืองไทย และไม่รู้จักภาษาไทย”



การเรียนภาษาไทย สิ่งที่ยากมากที่สุดสำหรับคนจีน อาจารย์บอกว่า “นักศึกษาชาวจีนพบความยากลำบากสุดๆ คือการออกเสียง เพราะลิ้นคนจีนต่างจากคนไทย และที่สำคัญกว่านั้นคือ วรรณยุกต์จีนมีเพียง 4 เสียงเท่านั้น แต่ของคนไทยมีอยู่ 5 เสียง ทำให้คนจีนออกเสียงคำต่างๆในภาษาไทยยาก”
ส่วนเรื่องไวยากรณ์ “ไวยากรณ์ในภาษาไทย สำหรับนักศึกษาชาวจีนไม่ค่อยยาก เพราะคำในภาษาจีนเป็นคำตระกูลภาษาคำโดดเหมือนๆกับคำในภาษาไทย”


คุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยนานาชาติศึกษาเซี่ยงไฮ้ อาจารย์จูบอกว่า การสอบเข้าแต่ละปียากมาก การเรียนการสอนเน้นที่คุณภาพ ทำให้นักศึกษาที่จบออกไปสามารถประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี รุ่นของอาจารย์เมื่อจบไปแล้ว บางคนเข้าทำงานบริษัทคนจีนที่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย บางคนเข้าไปทำงานบริษัทของคนไทยในประเทศจีน และบางคนก็เข้าไปเป็นข้าราชการ
เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ทำให้การเลือกเรียนภาษาไทยในประเทศจีนมีมากขึ้น จากเมื่อก่อนมหาวิทยาลัยกำหนดเองว่า ใครควรจะเรียน แต่ปัจจุบันอาจารย์บอกว่านักศึกษาจีนอยากเรียนภาษาไทยมากขึ้นกว่าเดิม และสามารถเลือกเองได้
“นักศึกษาจีนเลือกเรียนภาษาไทยมาก เพราะว่ามีบริษัทคนไทยเข้าไปเปิดกิจการที่นั่น เมื่อเรียนจบก็ได้งานทำเลย”
การเปิดรับนักศึกษาจีนที่เรียนสาขาภาษาไทย อาจารย์บอกว่า มหาวิทยาลัยเปิดปีเว้นปี สาเหตุอาจจะมาจากไม่ต้องการผลิตบัณฑิตออกมามากเกินไป ผลพวงตามมาคือเรื่องคุณภาพ และการหางานทำ “มหาวิทยาลัยของเราสังกัดกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง สถาบันการศึกษาแบบนี้ในประเทศจีนมีเพียง 2 แห่งเท่านั้น”


แล้วคนเรียนภาษาไทยในประเทศจีน เรียนวรรณคดีอะไรกันบ้าง นางสาวจู ยี่เฉิน จบการศึกษาปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาฯจากเซี่ยงไฮ้บอกว่า สำหรับวรรณคดี ปัจจุบันมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าไปสอน “เรามีเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ตอนนี้หนูมาเรียนปี 2 ในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
เธอบอกว่า “เลือกเรียนมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เพราะเป็นคนชอบเรียนรู้ภาษา มีภาษาให้เลือกทั้งภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น ภาษารัสเซียดูเหมือนไทยเหมาะสมกับเด็กผู้หญิงมากกว่า และแม่บอกว่าเรียนภาษาไทยจบจะพามาเที่ยวเมืองไทย” ความรับรู้เกี่ยวกับคนไทยก่อนๆนั้น “รู้ว่าเหมือนทุกคนใจดี เป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา มีความเลื่อมใสทางพระพุทธศาสนามากกว่าคนจีน และบรรยากาศก็ดี วรรณคดีที่เรียนเริ่มเรียนกันในปี 2 แรกๆ เนื้อหาไม่ยากมากนัก เช่น เรียนเรื่องสุภาษิตพระร่วง มีคำสัมผัสคล้องจองกัน มีฉันทลักษณ์ ทำให้เรารู้ว่าฉันทลักษณ์ของบทประพันธ์ไทยเป็นอย่างไร”
พอถึงปี 3 และ 4 “เราก็สัมผัสเรื่องยากกว่าภาษา ไม่ใช่แค่รู้ภาษาแล้ว ไม่ใช่แค่อยู่ที่บทเรียน เรียนวรรณกรรมก็ไม่ใช่แค่รู้วรรณกรรมแล้ว แต่เรียนวัฒนธรรมไทยจากวรรณกรรม และเรียนประวัติวรรณคดีไทยด้วย เราเริ่มเรียนไล่มาตั้งแต่สุโขทัยเลย แต่ละยุคสมัยมีเรื่องเด่นๆ อะไรบ้าง และได้อ่านแต่ละตอน ให้รู้ว่าผู้แต่งแต่งขึ้นมาเพื่ออะไร วรรณกรรมเรื่องนั้นๆมีเนื้อหากล่าวถึงอะไรบ้าง”
เมื่อถามถึงเจ้าของบทประพันธ์ เธอรู้จัก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ศรีบูรพา และสุนทรภู่ ส่วนผลงานที่เธอชอบ กลับเป็นวรรณคดีเรื่อง ลิลิตพระลอ “ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยไม่รู้ว่าวรรณคดีของไทยมีอะไรบ้าง แต่เมื่อเรียนแล้วชอบลิลิตพระลอ เพราะว่ามีวรรณกรรมจีนเรื่องหนึ่งคือม่านประเพณี โครงเรื่องเหมือนกันเลย มีคนบอกว่าลิลิตพระลอเป็นโรมิโอแอนด์จูเจียตของไทย ของจีนก็คือเรื่องม่านประเพณี นั่นแหละ สามเรื่องมีความคล้ายคลึงกัน มีความรัก การต่อสู้ ส่วนเพื่อนๆบางคนชอบนิทานพื้นบ้าน เช่น ปลาบู่ทอง แก้วหน้าม้า”


สาเหตุที่มาเรียนต่อในประเทศไทยเธอบอกว่า แม้ไม่ค่อยมีคนจีนมาต่อสายวรรณกรรมไทย เพราะคิดว่าหางานทำยาก แต่สำหรับตัวเองแล้ว ด้วยใจรักวรรณกรรม จึงตัดสินใจมาเรียนต่อสายวรรณกรรมไทย เมื่อเรียนจบแล้ว ความฝันของเธอคือกลับไปสอนวิชาวรรณคดีไทยที่เซี่ยงไฮ้ แต่นั่นหมายความว่า เธอต้องจบปริญญาเอกก่อน เพราะเป็นข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย
วิธีการเรียนภาษาไทยในสถาบันฯ เธอบอกว่า ปีหนึ่งเน้นให้ออกเสียงให้ได้ก่อน ไม่เน้นศัพท์ ด้วยเห็นว่าการออกเสียงสำคัญมากสำหรับพูดภาษาไทย ถึงปีสองและสามจึงเริ่มท่องศัพท์และพูดภาษาไทยเริ่มเป็นคำ ประโยค และเป็นเรื่องราว
สาเหตุที่คนจีนเรียนภาษาไทย และเดินทางเข้ามาเรียนภาษาไทยมากนั้น อาจารย์แสงระวีบอกว่า มีหลายเหตุปัจจัย ทั้งด้านการทำงาน และการทำธุรกิจของไทยกับจีน และการตกลงแลกเปลี่ยนนักศึกษากันระหว่างไทยกับจีน “ไม่เฉพาะภาษาเท่านั้น สาขาอื่นๆ ก็มีมาเรียนในประเทศไทยเหมือนกัน”
สำหรับมุมของอาจารย์ที่สอนภาษาไทยให้คนจีนที่มาเรียนในประเทศไทย ดร.โชคฑีรภัคญ์ ธนเศรษฐวัฒนา อดีตอาจารย์สาขาภาษาและวัฒนธรรมไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายบอกว่า นักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏฯมีทั้งเรียนระดับประกาศนียบัตร และระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเปิดรับมาราวๆ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันมีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในสาขาต่างๆ ราว 300 คน


สาขาที่นักศึกษาจีนมาเรียน นอกจากด้านภาษาและวัฒนธรรมแล้ว ยังมีสาขาด้านบริหารจัดการ ด้านธุรกิจด้วย จบออกไปแล้วบางคนก็ไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ข้าราชการ และบางคนก็ไม่กลับบ้าน เข้าทำงานในท่าเรือ และเป็นไกด์ให้กับบริษัททัวร์ที่รับนักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นต้น

สังเกตได้ว่า ไม่ว่านักศึกษาชาวจีนจะเรียนรู้สาขาอะไร ล้วนมีเป้าหมายการเรียนรู้ นั่นคือรองรับงานที่วาดหวังไว้ชัดเจน เหมือนหรือแตกต่างกับนักศึกษาไทยหรือไม่ อย่างไร.

เด็กจีนแห่เข้าเรียนมหา’ลัยเอกชนไทย 80% จบเลือกทำงานเมืองไทย

เด็กจีนแห่เข้าเรียนมหา’ลัยเอกชนไทย 80% จบเลือกทำงานเมืองไทย
มหาวิทยาลัยเอกชนของไทย ต่างพากันปรับหลักสูตรการศึกษารองรับนักเรียนจีน แห่เข้ามาเรียนมากขึ้น หลังพลาดสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในจีน และกลุ่มเด็กใฝ่รู้แต่มีอุปสรรคในการเดินทางเข้าไปเรียนในเมืองหลวง ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ภาคภาษาจีน ส่วนคณะยอดฮิตที่หลายสถาบันเปิดรับ สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม การบริหารธุรกิจ การขนส่งระหว่างประเทศ ด้านนักวิชาการจีนจากนิด้าชี้ 6 ปัจจัยเด็กจีนเลือกมาเรียนในไทย ระบุนักศึกษาจีนที่จบการศึกษา 80% เลือกทำงานในไทย

แม้ว่าความนิยมของคนจีนที่เข้ามาเรียนต่อปริญญาตรีในประเทศไทย จะมีมานานเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าประเทศจีนเป็นตลาดใหญ่ที่ทุกคนวิ่งเข้าไปหา และแม้ว่าในส่วนของรัฐบาลจีนยังไม่ได้เปิดกว้างในการสนับสนุนเรื่องนี้มากนัก

ดังนั้นมหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่จะใช้วิธีการเปิดรับนักศึกษาจีนในลักษณะของการเซ็น MOU ร่วมกันกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในจีน ซึ่งเป็นลักษณะโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา หรืออีกลักษณะคือ จีนส่งนักศึกษามาเรียน และไทยส่งอาจารย์ไปเรียนภาษาจีน ซึ่งมีทั้งแบบหลักสูตรระยะสั้นและยาว 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน นับตั้งแต่การเลือกสถานที่เรียน ซึ่งแหล่งข่าวในวงการศึกษากล่าวกับ Special Scoop ว่า 

“อันดับมหาวิทยาลัยยอดนิยมของเด็กจีนในอดีต จะนิยมมาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ แต่มีประเด็นที่ไม่ตอบโจทย์ เพราะความซับซ้อนของขั้นตอน จึงปรับไปเลือกการเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน ที่นิยมมากคือที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งส่วนหนึ่งที่นิยมเพราะภูมิอากาศไม่แตกต่าง และการเดินทางใกล้กว่า รวมทั้งมีความได้เปรียบเรื่องสาขาวิชาขาดแคลน เช่น สายวิทยาศาสตร์ ในขณะที่สายสังคมก็จะหันมาทางมหาวิทยาลัยเอกชนซึ่งกระจายตัวไปตามที่ต่างๆ 

นักศึกษาจีนที่สนใจเรียนมหาวิทยาลัยในไทย ส่วนหนึ่งมาจากประชากรเด็กที่มีจำนวนมาก ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 6-7 ล้านคนต่อปี แต่มหาวิทยาลัยของประเทศจีน สามารถรองรับได้เต็มที่ประมาณ 2 ถึง 2.5 ล้านคน ทำให้มีเด็กส่วนหนึ่งพลาดเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ และอยากเรียนต่อระดับอุดมศึกษา แต่ไม่สามารถจะเรียนในประเทศ เด็กกลุ่มนี้จึงหันมาเรียนต่อที่ไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากและไม่แตกต่างจากประเทศจีน โดยส่วนใหญ่ที่มาเรียนในไทย จะมาจากมณฑลต่างๆ ของจีนที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ และมาจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง ซึ่งอยากมีการศึกษา อนาคตที่ดี ในขณะที่เด็กในเมืองเช่นปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้มีทางเลือกมากกว่า”

เด็กจีนแห่เข้าเรียนมหา’ลัยเอกชนไทย 80% จบเลือกทำงานเมืองไทย
ม.เอกชนเปิดหลักสูตรรับนักศึกษาจีน
จากการสำรวจยังพบว่า มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งเริ่มปรับตัวรับโอกาสนี้กันมากขึ้น โดยมีการปรับหลักสูตรสาขาวิชาใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวเลือกให้นักศึกษาจีนสนใจมาเรียนต่อกันมากขึ้น ซึ่งโครงการรับนักศึกษาจีนของมหาวิทยาลัยเอกชน มีคณะและหลักสูตรวิชายอดฮิตที่นักศึกษาจีนให้ความสำคัญ ได้แก่ วิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม การบริหารธุรกิจ การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง ชูสาขาวิชาที่มีความโดดเด่น เพื่อสร้างความแตกต่างด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ชูจุดแข็งหลักสูตรการเรียนด้านนิเทศศาสตร์ หลักสูตรภาษาจีน เพราะแม้ว่าจะมีการเปิดสอนหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาจีนภายใต้ “วิทยาลัยนานาชาติจีน” ที่มีการเปิดหลักสูตร “เพื่อธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรม” เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นก็ตาม แต่ก็พยายามสร้างหลักสูตรที่แตกต่าง จากสาขาวิชาที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น “ภาษาจีนเพื่อการแสดงและการเป็นพิธีกร” และล่าสุดหลักสูตรที่กำลังจะเปิดสอนในภาคการศึกษานี้ คือ “การผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์” ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งมีการเรียนการสอนเป็นภาษาจีนทั้งหมด

ขณะที่โครงการรับนักศึกษาจีนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งถือว่ามีการเปิดหลักสูตรเรียนด้วยภาษาจีนอย่างเต็มรูปแบบนั้น มีการเปิดสอน 2 หลักสูตร คือ สาขาวิชาด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งเปิดรับคนที่ใช้ภาษาไทยได้ เพราะมีการเรียนการสอน และการสอบวัดผลเป็นภาษาไทยทั้งหมด และอีกหลักสูตรคือ นานาชาติจีน ซึ่งประกอบด้วย 2 สาขา คือสาขาบริหารธุรกิจ และสาขาจัดการการท่องเที่ยว โดยจุดเด่นคือ มีการเรียนการสอนเป็นภาษาจีน และคนที่ไม่มีพื้นฐาน จะมีหลักสูตรเสริมการสอนภาษาไทยให้ตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาบางส่วนกลับไปทำงานที่ประเทศจีน แต่คนที่เรียนบริหารธุรกิจจะนิยมทำธุรกิจต่อในไทย เช่น ทำธุรกิจส่งออกสินค้ากลับไปประเทศจีน

ด้านมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เน้นภาษาไทย และเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีไทยและการอยู่ในสังคมไทย ซึ่งต่างไปจากวิถีจีน โดยหลักสูตรที่เปิดสอนหลักๆ คือ ภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ การโรงแรมและการท่องเที่ยว และบริหารธุรกิจนานาชาติ ที่เน้นเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 หลักสูตร คือ ระยะเวลา 2 ปีสำหรับคนที่มีพื้นฐานภาษาไทย เรียนชั้นปี 3 เพื่อเน้นการเรียนแบบปฏิบัติจริง หลักสูตรระยะเวลา 4 ปีสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาไทยมาก่อนเลย

แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า “แนวโน้มส่วนใหญ่นักศึกษาจีนอยากเรียนภาษาไทย ซึ่งการเรียนการสอนจะรวมไปถึงประเพณี และวัฒนธรรมไทย ในบางรายวิชาจะสอนร่วมกับนักศึกษาไทย เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนกันด้านภาษา และมีความกล้ามากขึ้น ส่วนสาขาวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว เป็นสาขายอดนิยมที่นักศึกษาจีนมาเรียนต่อ เนื่องจากจุดแข็งมีห้องปฏิบัติการที่สามารถให้ลงมือปฏิบัติการได้อย่างเต็มที่มากกว่าเรียนที่ประเทศจีน หลังจบการศึกษา ส่วนใหญ่กลับไปทำงานการโรงแรม หรือเป็นมัคคุเทศก์พาคนจีนมาเที่ยวเมืองไทย เพราะในหลักสูตรมีวิชาภาษาไทยสำหรับคนต่างชาติและมีการเรียนการสอนเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย เช่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุโขทัย”

ด้าน “อาจารย์การุณย์ หลี่” อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็นชาวจีนที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองไทยกว่า 16 ปี กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงว่า ในปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยไทยเริ่มเปิดกว้าง มีการปรับหลักสูตรรองรับนักเรียนจีนกันมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ ระบบการศึกษาของนักศึกษาจีนในอดีตที่มาเรียนในไทย ต้องมีการปูพื้นฐานภาษาไทยมาก่อน และมักจะใช้หลักสูตร 2+2 คือศึกษาที่ประทศจีน 2 ปี และมาเรียนต่อที่ไทย 2 ปี 

แต่ในปัจจุบันขยายและเปิดกว้างมากขึ้น เพราะหลายมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรการสอนเป็นภาษาจีน เพื่อช่วยคนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาไทย และไม่ชำนาญภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งมีนักศึกษาค่อนข้างมากเป็นหลักพัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการสอนด้วย “ภาษาจีน” เป็นหลัก ซึ่งบางแห่งแม้จะมีอัตราค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าหลักสูตรภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่แตกต่าง หรือในบางแห่ง ค่าเล่าเรียนถูกกว่าการเลือกไปเรียนที่เมืองใหญ่ อย่างเซี่ยงไฮ้ หรือปักกิ่ง ของประเทศจีน 

6 ปัจจัยส่งผลนักเรียนจีนเพิ่มขึ้นเท่าตัว
หลายปีที่ผ่านมานักศึกษาจีนนิยมมาเรียนในมหาวิทยาลัยในไทยมากขึ้น ตัวเลขขึ้นมาเป็นมากกว่า 20,000 คน เพิ่มจาก 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีประมาณ 10,000 คน ซึ่งสาเหตุที่นิยมมาเรียนที่ไทยนั้น มาจากปัจจัยต่างๆ คือ 1. ค่าใช้จ่ายที่เท่ากันหรือถูกกว่าการศึกษาในประเทศ 2. ระยะทางจากจีนมาไทยค่อนข้างใกล้ โดยเฉพาะจากทางจีนตอนใต้ เช่น กว่างซี หรือหยุนหนาน ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 1.5-2 ชั่วโมง เทียบกับระยะทางที่เดินทางไปปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ซึ่งไกลกว่า 3. คนที่อยู่ทางใต้ของจีน มาเรียนที่เมืองไทยจะไม่รู้สึกแปลกแยกเพราะคุ้นชินกับการใช้ชีวิต และอาหารการกิน เมื่อเทียบกับการปรับตัวถ้าเดินทางไปประเทศอื่น 

4. หลักสูตรที่ไทยเปิดสอนมีการปรับปรุงให้ทันสมัย และทันต่อเหตุการณ์ ทั้งเรื่องการจัดการท่องเที่ยว เรื่องอินเดีย และหลักสูตรภาษาไทยซึ่งเป็นที่นิยมมากของนักศึกษาจีน 5. ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ดี มีการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้น มีบริษัทจีนมาลงทุนที่ไทยกว่า 3,000 บริษัท ซึ่งมีความต้องการบุคลากรที่สามารถใช้ทั้งภาษาไทยและจีน และปัจจัยที่ 6 คือคนที่มาจากทางใต้ของจีน หวังจะได้ทำงานต่อที่ไทย เพราะค่าตอบแทนดี คือประมาณ 25,000-30,000 บาท/เดือน มากกว่าอัตราที่ได้รับที่หยุนหนานหรือกว่างซี ซึ่งได้สูงสุดเพียงประมาณ 15,000 บาท

อาชีพยอดนิยมหลังจบการศึกษา 
ส่วนอาชีพที่นักศึกษาจีนที่สำเร็จการศึกษาแล้วทำงานต่อในเมืองไทยเลย คือ การเป็นล่าม แปลภาษาไทย-จีน หรือผู้ช่วยผู้จัดการในหลายๆ ธุรกิจ เพราะบริษัทจีนที่มาลงทุนในไทยมีความหลากหลาย ทั้งการบิน การธนาคาร การท่องเที่ยว และในอุตสาหกรรมสายการผลิต เช่น การผลิตรถจักรยานยนต์ หรืออุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น การแปรรูปยางพาราซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ธุรกิจที่จีนมาลงทุนในไทยนั้นเฟื่องฟูมาประมาณ 5 ปี และนักศึกษาจีนถึงร้อยละ 80% ต้องการทำงานต่อที่ประเทศไทย สอดรับกับบริษัทจีนที่ต้องการบุคลากรจีนเป็นจำนวนมาก และด้วยสถานะของตัวบริษัทที่เปิดในไทย ทำให้สามารถขอใบอนุญาตการทำงาน (Work permit) ได้ง่ายกว่าการเป็นต่างชาติมาทำงานที่ไทยเป็นรายบุคคล
เด็กจีนแห่เข้าเรียนมหา’ลัยเอกชนไทย 80% จบเลือกทำงานเมืองไทย

อาจารย์การุณย์ หลี่ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

อาจารย์หลี่ กล่าวอีกว่า การเปิดเออีซีไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่ความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นเป็นแรงจูงใจหลักให้นักศึกษาจีนนิยมเข้ามาศึกษาที่เมืองไทย ซึ่งมีทั้งในระดับปริญญาตรี ส่วนระดับปริญญาโทและเอกยังมีไม่มาก ส่วนช่องทางที่รับนักศึกษาจีนของมหาวิทยาลัยไทยนั้น มหาวิทยาลัยต่างๆ จะเดินทางไปประชาสัมพันธ์ที่จีน หรือมีการแต่งตั้งบริษัทตัวแทนในประเทศจีนเพื่อรับนักศึกษา รวมทั้งการบอกเล่า ชักชวนกันปากต่อปาก โดยมหาวิทยาลัยในไทยมีการเปิดกว้างในทุกที่ ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน

นักศึกษาจีนแห่เรียนต่อในประเทศไทย - มหานครอาเซียน

เป็นที่รู้กันไปทั่วโลกว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลพลอยได้จาก ความสำเร็จทางการเงินนี้ทำให้นักศึกษาจีนมากมายเลือกที่จะเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมสำหรับหนุ่มสาวชาวจีนจำนวนมากที่กำลังมองหาประสบการณ์การศึกษาในต่างประเทศ

            สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ได้ให้การต้อนรับนักศึกษาจีนในระดับปริญญาตรีจำนวน 200คน จาก 6 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยในวัน “China Day”โดยนักศึกษาจีนนั้นมีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มของนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทย ในปัจจุบันมีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 10,000คน

            China Dayมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความตระหนักแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีถึงความสำคัญของภาษาจีนและโอกาสในการเข้าทำงานหลังจบการศึกษา รวมไปถึงเพื่อเสริมสร้างมิตรภาพในหมู่ นักศึกษาจีนในประเทศไทยและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีน

            เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยเป็น "ทางเลือกที่ดี" สำหรับนักศึกษาจีนในการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเน้นเช่น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

การเข้ามาของนักศึกษาต่างประเทศ กับผลกระทบต่อประเทศไทย

05 Jul 2017
ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อ 2545 ที่พบว่ามีนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทยประมาณ 4,000 คนขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อ 2556 พบว่ามีนักศึกษาดังกล่าวจำนวน 18,814 คน ซึ่งเพิ่มเป็นเกือบ 5 เท่าตัว ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน นโยบายรัฐบาล และ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้โดยสังเขป

จากข้อมูลของสกอ. ตามตารางที่ 1 นักศึกษาจากประเทศจีนมีจำนวนมากที่สุด คือ คิดเป็น 35.4% ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทย ส่วนประเทศที่มีนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยรองลงมา ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม และ กัมพูชา ซีงเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย จำนวนนักศึกษาจากทั้ง 5 ประเทศคิดเป็น 62.5%

อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้มีการเข้ามาของนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทยสาเหตุสำคัญในความเห็นของผู้เขียน คือ การขาดโอกาสในการศึกษาในประเทศที่นักศึกษาดังกล่าวอาศัยอยู่ และการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคตรายงานของ ยินและคณะ (2015) เสนอว่าจำนวนนักเรียนมัธยมของจีนใน 2556 เท่ากับ 9.12 ล้านคน และในจำนวนนี้มีเพียง 87% ที่สามารถเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศจีน ดังนั้นนักศึกษาจีนจำนวนหนึ่งจึงต้องออกมาศึกษาในต่างประเทศ จากข้อมูลของสกอ. พบว่า ใน 56 นักศึกษาโดยส่วนใหญ่ (69%) ใช้เงินทุนของตนเอง นักศึกษา 16.4 % ได้ทุนจากรัฐบาลไทย และ นักศึกษา 5.7 %ได้ทุนจากประเทศที่ 3 นอกจากนี้ยังพบว่ามหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (2,912 คน หรือ 15.5%) มหาวิทยาลัยมหิดล (1,328 คนหรือ 7%) และ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (1,187 คนหรือ 6.3%)
การเข้ามาของนักศึกษาต่างประเทศ กับผลกระทบต่อประเทศไทย

แล้วนักศึกษาต่างชาติเหล่านี้ส่วนใหญ่เลือกเรียนสาขาไหน สำหรับ 5 ประเทศหลัก ซึ่งได้แก่ จีน เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม และกัมพูชา สาขาบริหารธุรกิจและธุรกิจระหว่างประเทศได้รับความนิยมอันดับหนึ่ง สำหรับสาขาที่ได้รับความนิยมอันดับที่ 2 มีความแตกต่างกันบ้าง โดยนักศึกษาจากลาวและกัมพูชาเลือกเรียนภาษาอังกฤษส่วนสาขาที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 ของนักศึกษาจากเมียนมาร์ได้แก่ การศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนา และของนักศึกษาเวียดนาม ได้แก่ การพยาบาลและสาธารณสุข

ในด้านนโยบายของรัฐบาลไทย ใน 2552 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอนโยบายที่ต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใน 2560 นอกจากนั้น ใน 2559 รัฐบาลไทยยังได้ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติเพื่อมาเรียนในประเทศไทย แต่ดูเหมือนว่าความหวังของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่สัมฤทธ์ผล

ในภาวะที่ผู้สูงอายุของไทยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และคนหนุ่มสาวที่จะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนที่น้อยลงเรื่อยๆ บางทีมหาวิทยาลัยในเมืองไทยอาจต้องการให้มีนักศึกษาจากต่างชาติเข้ามาเรียนมากขึ้นเพื่อเป็นการชดเชย แต่การเข้ามาของนักศึกษาต่างชาติบางส่วนก็อาศัยการศึกษาเป็นการบังหน้าเพื่อให้ได้วีซ่าเข้ามาในประเทศและทำงานพร้อมไปด้วย

ดังนั้นเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบอย่างรอบด้านของการเข้ามาของนักศึกษาต่างชาติในประเทศไทยและเพื่อประโยชน์ในการจัดทำข้อเสนอแนะทางนโยบายสำหรับภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชียของสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เริ่มทำการวิจัยในหัวข้อเรื่อง การเคลื่อนย้ายของนักศึกษาต่างชาติในอาเซียน: โอกาสและข้อท้าทายในการพัฒนาความร่วมมือในระดับภูมิภาค ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอผลของการวิจัยในโอกาสต่อไป

1 Factors Affecting Chinese Students’ Decision Making toward Thai Universities: Hongzhi Yin, AtthapatRuangkanjanases, and Chenin Chen, International Journal of Information and Education Technology, Vol. 5, No. 3, March 2015

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นายทุนจีนซื้อ มหาวิทยาลัยเอกชน ในไทย เพื่อรองรับนักศึกษาจีนที่จะเข้ามา

Home / ข่าวการศึกษา / นายทุนจีนซื้อ มหาวิทยาลัยเอกชน ในไทย เพื่อรองรับนักศึกษาจีนที่จะเข้ามา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ย่ำถิ่นมังกรใหม่ "ไชน่าทาวน์ห้วยขวาง"

สถาบันภาษาและวัฒนธรรมจีนปักกิ่ง Beijing Chinese Language and Culture College

"สถาบันขงจื้อ" มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.)