ล้งมหา’ลัยจีนบุกราชมงคล ฟันค่าต๋ง-คุมหลักสูตรไทย
- รับลิงก์
- X
- อีเมล
- แอปอื่นๆ
ล้งมหา’ลัยจีนบุกราชมงคล ฟันค่าต๋ง-คุมหลักสูตรไทย
วิพากษ์สนั่นวงการศึกษา มหา’ลัยรัฐ-เอกชน เปิดศึกแย่งเด็กจีนเข้าเรียนบางมหา’ลัยจีนคุมหลักสูตรเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะกลุ่ม “ราชมงคล” ด้านเอเยนซี่ฝั่งจีนฟันกำไรหลักแสน เมื่อตรวจสอบเว็บไซต์คนกลางฝั่งจีนไม่มีวุฒิ ม.6 เข้าเรียนมหา”ลัยในไทยได้ บางรายออร์เดอร์นักศึกษา 1,000 คน จ่ายค่าตอบแทน 50% นักวิชาการกังวลส่งผลต่อภาพลักษณ์การศึกษาในอนาคต
อาศัย MOU เป็นใบเบิกทาง
แหล่งข่าวจากแวดวงธุรกิจการศึกษาเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าจากปัญหานักศึกษาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ 10-50% ส่งผลให้สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตั้งรับด้วยการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเข้ามาเรียนมากขึ้น ขณะนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการศึกษาที่ได้เห็น “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐเข้ามาเล่นในตลาดจีนด้วยเช่นกัน
จนทำให้เกิด “ปรากฏการณ์” ขึ้น 4 เรื่องในขณะนี้คือ 1) ในบางสถาบันที่ไม่มีความพร้อม แต่ต้องการเปิดหลักสูตรใหม่เพื่อรับนักศึกษาจีน ยอมให้บุคลากรจากจีนเข้ามาออกแบบหลักสูตรให้ 100% ทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถทำได้ จึงต้องอาศัยการลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) เป็นช่องทางให้ดำเนินการได้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำธุรกิจทำให้สามารถดำเนินการได้
2) จากเดิมที่มีมหาวิทยาลัยเอกชนทำตลาดจีนเป็นหลักในช่วงผ่านมา แต่พบว่ายังมีข้อจำกัดอยู่คือ “ค่าเทอมแพง” ดังนั้น การเข้ามาในตลาดนี้ของมหาวิทยาลัยรัฐอย่างสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ทำให้นักศึกษาจีนมีทางเลือกมากขึ้น ที่สำคัญอัตราค่าเทอมค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยเอกชน เนื่องจากมหาวิทยาลัยของรัฐมีระดับเพดานกำหนดค่าเทอมไว้ 3) เกิดธุรกิจ “คนกลาง” ทั้งในฝั่งจีนและฝั่งไทยมากขึ้น เพื่อจัดหานักศึกษาตามที่ต้องการ โดยได้รับค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับ10,000-30,000 หยวน/หัว หรือประมาณ 50,000-150,000 บาท ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับระดับความยากง่ายในการเข้าเรียนของสาขานั้น ๆ อีกทั้งส่วนเกินที่เกิดขึ้นที่ต้องจ่ายเป็น “ค่าคอมมิสชั่น” โดยสถาบันการศึกษาไทยอาจได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ด้วยหรือไม่ และ 4) บางมหาวิทยาลัยใช้บริการเอเยนซี่ของจีนเพื่อจัดหานักศึกษาลอตใหญ่ประมาณ 1,000 คน ด้วยการให้มหาวิทยาลัยในไทยจูงใจด้วยการจ่ายเงินก่อน 50% ของอัตราค่าเทอม หากการันตีว่าสามารถดำเนินการได้ตามเป้า
“ปัญหาคือเมื่อเข้ามาเรียนแล้ว การทำหลักสูตรจะถูกกำหนดจากฝ่ายจีน ฉะนั้น จึงมีข้อกังวลที่ว่าหลักสูตรดังกล่าวจะได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งหากมองในแง่จรรยาบรรณตั้งแต่ต้นทางก็ไม่ควรทำในลักษณะนี้ ถ้าพวกเขามีความหวังดีต่อการศึกษาไทย ที่สำคัญผลประโยชน์ส่วนต่างที่เกิดขึ้น คนในสถาบันมีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่ ตรงนี้คนในวงการต่างทราบกันทั้งนั้น แต่ไม่มีหลักฐานเท่านั้นเอง และในจังหวะที่นักศึกษาไทยลดลงอย่างรุนแรง ฝั่งจีนเขารู้ว่าสถาบันอุดมศึกษาของไทยต้องการนักศึกษา เพื่อมาตอบโจทย์ซึ่งกันและกัน เนื่องจากการศึกษาของไทยเป็น destination ข้อดีอยู่ตรงที่เป็นการรับเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามา แต่ปัญหาคือเม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาในไทย เราต้องมองภาพในมุมนี้ด้วย”
ชูกลยุทธ์ “ล้งจีนบุกการศึกษา”
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อให้เข้าใจธุรกิจการศึกษาระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น จึงอยากเปรียบเทียบโดยให้มองถึง “ล้งจีน” ที่ก่อนหน้านี้เข้ามาในฐานะคนกลางที่ร่วมมือกับผู้ค้าทุเรียนไปจนถึงระดับเจ้าของสวน จนในที่สุดล้งไทยหายไปจากระบบการซื้อขาย จนกลายเป็นล้งจีนเข้ามาแทน ทั้งยังมีการใช้นอมินีเข้ามาซื้อทั้งสวนผลไม้ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในภาคเกษตร ดังนั้น หากมองภาพของการศึกษาขณะนี้ ที่เริ่มจากความร่วมมือเพื่อพัฒนาหลักสูตรการศึกษา ในขณะที่ไทยมีจำนวนนักศึกษาลดลงอย่างรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ แต่นักศึกษาจีนจำนวนมากกลับต้องการหาที่เรียน จึงทำให้สบช่องกันทั้ง 2 ฝ่าย และทำให้ตลาดการศึกษาในไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้น จนทำให้เกิดข้อกังวลต่อไปว่าการศึกษาของไทยจะเกิดปรากฏการณ์ “ล้งจีนการศึกษา” หรือไม่
นอกจากนี้ สิ่งที่ภาครัฐทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องช่วยกันดูแล เนื่องจากมีการพบว่าบริษัทที่ให้บริการจัดหาที่เรียนให้กับนักศึกษาจีนมีการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ว่าในรายที่ต้องการเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของไทย หากไม่มี “วุฒิ ม.6” จะสามารถให้บริการด้านเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าเรียนได้อีกด้วย โดยคิดค่าบริการอยู่ที่ 10,000 หยวน/หัว หรืออยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท/หัว ซึ่งเป็นข้อควรระวังที่แต่ละสถาบันต้องตรวจสอบเอกสารด้วยความรอบคอบ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นมา มหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาจีนเข้ามาจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลไปจนจบหลักสูตรด้วย
แหล่งข่าวกล่าวถึงข้อกังวลต่อธุรกิจการศึกษาไทยอีกว่า ก่อนหน้านี้ประเทศจีนมีการแจ้งเตือนนักศึกษาจีนที่จะเข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยไทยว่าได้รับการ “ร้องเรียน” จากนักศึกษาจีนว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งในไทยมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ “ไม่มีคุณภาพ” และมีการประกาศเตือนผ่านสถานทูตจีนในไทย ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างมาก เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีของทั้ง 2 ประเทศ จึงทำให้ไม่มีใครอยากกล่าวถึงมากนัก ผลตรงนี้ จึงทำให้นักลงทุนมองเห็นช่องทางการทำธุรกิจ โดยไม่ได้มองถึงเรื่องการพัฒนาการศึกษาเป็นหลัก หากมองเพียงธุรกิจการศึกษาที่อาจทำเงินอย่างมหาศาล ทั้งนี้ยังพบอีกว่าหน่วยงานภาครัฐของไทยที่กำกับดูแลกลับไม่มีการดำเนินการตรวจสอบเชิงคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่ปรากฏชื่อในการแจ้งเตือนจากจีนอีกด้วย
ปลัด อว.แจงยังไม่ได้รับรายงาน
ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามไปยัง รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่าสำหรับเรื่องนี้เรายังไม่ได้รับรายงานว่ามหาวิทยาลัยของรัฐดำเนินการขัดต่อข้อกำหนดด้วยการใช้บุคลากรต่างชาติ 100% ในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน อีกทั้งหากเป็นเรื่องความร่วมมือทางการศึกษา ที่มี MOU ร่วมกันก็สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อกังวลเรื่องมาตรฐานการเรียนการสอนก็จะเรียกฝ่ายที่รับผิดชอบเข้ามาหารือต่อไป
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เป็นระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ ปัจจุบันมีอยู่ 9 แห่ง ประกอบด้วย 1) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
3) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 4) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 5) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ 6) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 7) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 8) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และ 9) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://www.prachachat.net/education/news-351998
https://www.prachachat.net/education/news-351998
ทุนจีนถือหุ้นใหญ่ ปรับทิศทาง ม.เกริก
17:56 | 15 ตุลาคม 2561

ทุนจีนรุกหนัก! ลุยซื้ออสังหาริมทรัพย์-มหาวิทยาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก เชื่อเป็นผลดีต่อนักศึกษา
การเข้าซื้อกิจการของกลุ่มทุนจีนในธุรกิจการศึกษา อาจทำให้เกิดความกังวลต่อการถูกครอบงำของทุนต่างชาติ ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ระบุว่า การร่วมทุนเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาและสร้างความเข้มแข็งให้กับมหาวิทยาลัย ที่ประสบปัญหาการบริหารจัดการจากจำนวนนักศึกษาที่ลดลง เตรียมเปิดวิทยาลัยนานาชาติและปรับ 10 หลักสูตรรองรับ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มจำนวนนักศึกษาจีนให้ได้ปีละ 1,000 คน
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ระบุ ถึงสาเหตุที่ร่วมทุนกับจีนว่า เนื่องจากจำนวนนักศึกษาลดลงจากเดิมที่มีประมาณกว่า 3,000 คน เหลือประมาณ 2,000 คน ทำให้มหาวิทยาลัยประสบปัญหาด้านการดำเนินการ ซึ่งการร่วมทุนกับต่างชาติสามารถทำได้ภายใต้กฎหมายกำหนด ยืนยันว่าไม่มีบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งนี้
การร่วมทุนจะทำให้เกิดประโยชน์ทางด้านการศึกษาเกิดการแลกเปลี่ยนบุคลากรและความร่วมมือในด้านต่างๆ ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่ แต่ละปีมีนักเรียนจบระดับมัธยมศึกษาปีที 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประมาณ 9 ล้านคน แต่มหาวิทยาลัยของจีนทั้งรัฐและเอกชนรองรับได้ประมาณ 6 ล้านคน จึงถือว่าเป็นโอกาสของไทย
ขณะนี้ มีนักศึกษาจากจีนมาเรียนหลักสูตรระยะสั้นด้านภาษาและวัฒนธรรมประมาณ 50 คน และมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างปรับ 10 หลักสูตรสอนเป็นภาษาจีนและอังกฤษ เช่น หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต โดยเตรียมเปิดวิทยาลัยนานาชาติ
นักศึกษาจีนคนหนึ่ง กล่าวว่า การเรียนที่มหาวิทยาลัยเกริกไม่แตกต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัยในจีน มีอาจารย์คอยดูแลเอาใจใส่และเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย
สำหรับกลุ่มผู้ถือหุ้นในมหาวิทยาลัยเกริกในปัจจุบันดำเนินการในนามบริษัทเกริก สุวรรณีและบุตร ประกอบด้วย กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ ตระกูลมังคละพฤกษ์ ร้อยละ 22.5 ตระกูลปิยสิรานนท์ ร้อยละ 3.75 และตระกูลอัจฉริยะประทีป ร้อยละ 3.75 ที่เหลือถือหุ้นในนามบริษัทเกริก อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น โฮลดิ้ง ร้อยละ 70 โดยบริษัทเกริก อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น โฮลดิ้ง มีนายหวัง ฉางหมิง กับบริษัทหมิงจัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น เป็นผู้ถือหุ้นหลัก รองลงมาเป็นนายกระแส ชนะวงศ์
ขณะที่บริษัทหมิงจัง อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งฯ ก็ผู้ถือหุ้นโดยนายหวัง ฉางหมิงและนายกระแส ชนะวงศ์ อีกชั้นหนึ่ง นับเป็นการถือหุ้นโยงกันถึง 3 ชั้น ทำให้มหาวิทยาลัยเกริกเปลี่ยนมือ จากเจ้าของเดิมเป็นกลุ่มใหม่ และเปลี่ยนผู้บริหารในตำแหน่งอธิการบดีจาก น.ส.ณภัทร มังคละพฤกษ์ เป็น ศาสตราจารย์นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับ บริษัท เกริก สุวรรณี และบุตร จำกัด ได้แจ้ง งบการเงินปี 2559 บริษัท ขาดทุนสะสม 167,872.23 บาท ขณะที่ ปี 2560 บริษัทขาดทุนสะสม 172,872.23 บาท
ทั้งนี้ กรมพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า บุคคลต่างด้าวสามารถประกอบกิจการในไทยได้ตาม พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยนิติบุคคลจะต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ยังห้ามต่างด้าวประกอบธุรกิจใน 3 บัญชี คือ บัญชีที่หนึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้ต่างด้าวดำเนินการ ธุรกิจเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรมตามบัญชีสองและบัญชีสาม ห้ามประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันกับคนต่างด้าว เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ขอโทษที่นี่รับเฉพาะนศ. จากมหา'ลัยชั้นนำเท่านั้น
สัปดาห์นี้ไปดูปัญหาการวางแผนพัฒนาคนของจีน รับเฉพาะผู้ที่จบมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าทำงาน จึงเกิดปัญเหตุเลือกปฏิบัติ และอาจนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน
อาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 เวลา 10.00 น.
เมื่อช่วงที่ผ่านมาในประเทศจีนมีกระแสการถกกันเรื่อง “ความไม่เท่าเทียมกัน” ในเรื่องของนโยบายในการรับคนเข้าทำงานในบริษัทต่าง ๆ โดยมีคนจบใหม่จำนวนหนึ่งที่ส่งเอกสารสมัครงานไปยังบริษัทชั้นนำ แต่บริษัทเหล่านี้กลับไม่สนใจแม้แต่จะดูประวัติของเขาแม้แต่น้อย แต่กลับเหวี่ยงลงตะกร้าไปอย่างง่าย ทำให้เกิดประเด็นว่าดูเหมือนจะไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย เมื่อมีการร้องเรียนไป เหล่าบริษัทเหล่านี้ก็จะบอกว่า “ขอโทษ นี่เป็นกฎที่เราต้องปฏิบัติ”
ทั้งนี้บริษัทชั้นนำ วิสาหกิจขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐบาลสำคัญ ๆ ทั่วประเทศจีน มีนโยบายรับคนที่ชัดเจนว่าต้องการคนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเท่านั้น จนกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อมีอธิการมหาวิทยาลัยจีนท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาทางการเมืองของประเทศออกมาชี้ว่า ควรจะยุติการรับคนเฉพาะที่จบมหาวิทยาลัยระดับโลกเท่านั้น เพราะเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
เนื่องจากประเทศจีนในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่การเป็นประเทศระดับโลก และกำลังจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก ดังนั้นจีนจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง การคมนาคม ฯลฯ
ด้านการศึกษาก็เป็นอีกด้านที่รัฐบาลจีนออกมาวางนโยบายอย่างชัดเจน ที่ต้องการจะสนับสนุนตั้งแต่การวิจัยที่มีผลกระทบในระดับโลก รวมถึงการเน้นพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านการเรียนการสอนอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยจีนและมหาวิทยาลัยตะวันตกลดน้อยลงมากขึ้น ทุ่มเทพัฒนาด้านการศึกษาจนเป็นนโยบายชาติที่ต้องการจะสร้างประชากรที่ฉลาดและเก่งมาเป็นรากฐานของประเทศ
จีนยังวางแผนไว้ว่าการพัฒนาคนในประเทศ จะทำให้จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกได้อย่างมั่นคง โดยความจริงจังในการพัฒนาคนปรากฏในการลงทุนพัฒนาคนหรือทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสามารถสะท้อนออกมาจากรายงานการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจีนมีอันดับที่สูงติดอันดับโลกมากมาย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหวา และมหาวิทยาลัยฟูตัน
นโยบายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของจีนนั้นได้ทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 โดยเฉพาะการการพัฒนาในด้านคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันกล่าวได้ว่าสามารถทัดเทียมและจะแซงหน้าสหรัฐฯ ในอีกไม่ช้า รวมถึงด้านการแพทย์ที่กำลังพัฒนาอย่าจริงจังเช่นเดียวกัน
อีกทั้งในปัจจุบันจำนวนนักเรียนจีนที่ศึกษาต่อในต่างประเทศก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยส่วนมากมักจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยกลุ่มนี้มักจะเป็นนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของจีน ซึ่งมหาวิทยาลัยระดับโลกเหล่านี้ก็จะเลือกนักศึกษา โดยดูจากทั้งมหาวิทยาลัยที่จบว่ามีชื่อเสียงหรือไม่ มีคะแนน GPA สูงหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการสะท้อนถึงการยอมรับมหาวิทยาลัยในประเทศจีนของแวดวงการศึกษาในต่างประเทศ และในขณะเดียวกันนักศึกษาจีนเหล่านี้ก็มีความสามารถและสนใจจะเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกเช่นกัน
เมื่อคนกลุ่มที่ได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านี้จบการศึกษามา ก็กลายเป็นทรัพยากรคนที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบายภาครัฐจีนที่สนับสนุนให้คนจีนเหล่านี้ทั้งที่ได้ไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ โดยจะยื่นข้อเสนอให้ได้รับสิทธิ์พิเศษในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนค่าตอบแทนที่น่าจูงใจมาก สวัสดิการที่เร้าใจ รวมถึงข้อเสนอด้านอื่น ๆ ทำให้คนเหล่านี้มีความรักชาติและอยากจะกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ
ในอีกด้านหนึ่งคือ กลุ่มนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศที่ติดอันดับโลก ก็จะได้รับข้อเสนอให้ทำงานในหน่วยงานราชการที่ได้รับทั้งผลตอบแทนที่สูง สวัสดิการที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสิทธิ์พิเศษของลูกในการเข้าศึกษาในโรงเรียนพิเศษ การให้ตำแหน่งงานที่ดีกับคู่สมรส หรือแม้แต่การออกนโยบายในการให้สิทธิเรื่องทะเบียนบ้านในเมืองใหญ่กับคนกลุ่มนี้
จนต่อมาบริษัทวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือบริษัทข้ามชาติที่มีชื่อเสียง ต่างก็เห็นด้วยกับนโยบายการรับคนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกในต่างประเทศและในประเทศจีนเอง รวมถึงการใช้วิธีการเฮดฮันเตอร์ (Head Hunter) หาคนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ จนทำให้เกิดปัญหาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติกับคน และนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมกันในสังคม จนกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในสังคมจีน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชาติของจีนนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก การที่คนได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันก็เป็นสิ่งที่สมควร เพราะคนที่เก่งและเรียนในมหาวิทยาลัยระดับโลกชั้นนำก็ควรที่จะได้รับผลตอบแทนที่ต่างกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้อยากจะพัฒนาและทำงานให้กับหน่วยงานนั้น
สิ่งนี้ต่างกับประเทศไทยในปัจจุบัน จนทำให้คนเก่งในประเทศไทยนั้นหมดไฟ เพราะนโยบายของภาครัฐของไทยมักจะรับคนด้วยฐานเงินเดือนเท่ากัน โดยไม่คำนึงว่าจะจบจากมหาวิทยาลัยระดับเวิร์ลคลาสหรือระดับหมู่บ้าน ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน ภาวะสมองไหลในไทย หรือภาวะคนทำงานหมดไฟ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเรียกได้ว่า “นี่ก็คือยุทธศาสตร์ชาติไทย” ที่แตกต่างจาก “ยุทธศาสตร์การพัฒนาของชาติจีน”
………………………..........
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay...
อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/702642
สกอ.รับมีต่างชาติถือหุ้นมหา’ลัยไทย ย้ำถ้ายั่งยืนก็โอเค/รองรับนศ.จีนไหลเข้ามาเรียน
29 สิงหาคม 2561

นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สัปดาห์นี้ไปดูปัญหาการวางแผนพัฒนาคนของจีน รับเฉพาะผู้ที่จบมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าทำงาน จึงเกิดปัญเหตุเลือกปฏิบัติ และอาจนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน
อาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 เวลา 10.00 น.
เมื่อช่วงที่ผ่านมาในประเทศจีนมีกระแสการถกกันเรื่อง “ความไม่เท่าเทียมกัน” ในเรื่องของนโยบายในการรับคนเข้าทำงานในบริษัทต่าง ๆ โดยมีคนจบใหม่จำนวนหนึ่งที่ส่งเอกสารสมัครงานไปยังบริษัทชั้นนำ แต่บริษัทเหล่านี้กลับไม่สนใจแม้แต่จะดูประวัติของเขาแม้แต่น้อย แต่กลับเหวี่ยงลงตะกร้าไปอย่างง่าย ทำให้เกิดประเด็นว่าดูเหมือนจะไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย เมื่อมีการร้องเรียนไป เหล่าบริษัทเหล่านี้ก็จะบอกว่า “ขอโทษ นี่เป็นกฎที่เราต้องปฏิบัติ”
ทั้งนี้บริษัทชั้นนำ วิสาหกิจขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐบาลสำคัญ ๆ ทั่วประเทศจีน มีนโยบายรับคนที่ชัดเจนว่าต้องการคนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเท่านั้น จนกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อมีอธิการมหาวิทยาลัยจีนท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาทางการเมืองของประเทศออกมาชี้ว่า ควรจะยุติการรับคนเฉพาะที่จบมหาวิทยาลัยระดับโลกเท่านั้น เพราะเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
เนื่องจากประเทศจีนในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่การเป็นประเทศระดับโลก และกำลังจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก ดังนั้นจีนจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง การคมนาคม ฯลฯ
ด้านการศึกษาก็เป็นอีกด้านที่รัฐบาลจีนออกมาวางนโยบายอย่างชัดเจน ที่ต้องการจะสนับสนุนตั้งแต่การวิจัยที่มีผลกระทบในระดับโลก รวมถึงการเน้นพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านการเรียนการสอนอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยจีนและมหาวิทยาลัยตะวันตกลดน้อยลงมากขึ้น ทุ่มเทพัฒนาด้านการศึกษาจนเป็นนโยบายชาติที่ต้องการจะสร้างประชากรที่ฉลาดและเก่งมาเป็นรากฐานของประเทศ
จีนยังวางแผนไว้ว่าการพัฒนาคนในประเทศ จะทำให้จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกได้อย่างมั่นคง โดยความจริงจังในการพัฒนาคนปรากฏในการลงทุนพัฒนาคนหรือทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสามารถสะท้อนออกมาจากรายงานการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจีนมีอันดับที่สูงติดอันดับโลกมากมาย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหวา และมหาวิทยาลัยฟูตัน
นโยบายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของจีนนั้นได้ทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 โดยเฉพาะการการพัฒนาในด้านคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันกล่าวได้ว่าสามารถทัดเทียมและจะแซงหน้าสหรัฐฯ ในอีกไม่ช้า รวมถึงด้านการแพทย์ที่กำลังพัฒนาอย่าจริงจังเช่นเดียวกัน
อีกทั้งในปัจจุบันจำนวนนักเรียนจีนที่ศึกษาต่อในต่างประเทศก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยส่วนมากมักจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยกลุ่มนี้มักจะเป็นนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของจีน ซึ่งมหาวิทยาลัยระดับโลกเหล่านี้ก็จะเลือกนักศึกษา โดยดูจากทั้งมหาวิทยาลัยที่จบว่ามีชื่อเสียงหรือไม่ มีคะแนน GPA สูงหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการสะท้อนถึงการยอมรับมหาวิทยาลัยในประเทศจีนของแวดวงการศึกษาในต่างประเทศ และในขณะเดียวกันนักศึกษาจีนเหล่านี้ก็มีความสามารถและสนใจจะเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกเช่นกัน
เมื่อคนกลุ่มที่ได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านี้จบการศึกษามา ก็กลายเป็นทรัพยากรคนที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบายภาครัฐจีนที่สนับสนุนให้คนจีนเหล่านี้ทั้งที่ได้ไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ โดยจะยื่นข้อเสนอให้ได้รับสิทธิ์พิเศษในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนค่าตอบแทนที่น่าจูงใจมาก สวัสดิการที่เร้าใจ รวมถึงข้อเสนอด้านอื่น ๆ ทำให้คนเหล่านี้มีความรักชาติและอยากจะกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ
ในอีกด้านหนึ่งคือ กลุ่มนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศที่ติดอันดับโลก ก็จะได้รับข้อเสนอให้ทำงานในหน่วยงานราชการที่ได้รับทั้งผลตอบแทนที่สูง สวัสดิการที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสิทธิ์พิเศษของลูกในการเข้าศึกษาในโรงเรียนพิเศษ การให้ตำแหน่งงานที่ดีกับคู่สมรส หรือแม้แต่การออกนโยบายในการให้สิทธิเรื่องทะเบียนบ้านในเมืองใหญ่กับคนกลุ่มนี้
จนต่อมาบริษัทวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือบริษัทข้ามชาติที่มีชื่อเสียง ต่างก็เห็นด้วยกับนโยบายการรับคนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกในต่างประเทศและในประเทศจีนเอง รวมถึงการใช้วิธีการเฮดฮันเตอร์ (Head Hunter) หาคนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ จนทำให้เกิดปัญหาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติกับคน และนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมกันในสังคม จนกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในสังคมจีน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชาติของจีนนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก การที่คนได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันก็เป็นสิ่งที่สมควร เพราะคนที่เก่งและเรียนในมหาวิทยาลัยระดับโลกชั้นนำก็ควรที่จะได้รับผลตอบแทนที่ต่างกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้อยากจะพัฒนาและทำงานให้กับหน่วยงานนั้น
สิ่งนี้ต่างกับประเทศไทยในปัจจุบัน จนทำให้คนเก่งในประเทศไทยนั้นหมดไฟ เพราะนโยบายของภาครัฐของไทยมักจะรับคนด้วยฐานเงินเดือนเท่ากัน โดยไม่คำนึงว่าจะจบจากมหาวิทยาลัยระดับเวิร์ลคลาสหรือระดับหมู่บ้าน ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน ภาวะสมองไหลในไทย หรือภาวะคนทำงานหมดไฟ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเรียกได้ว่า “นี่ก็คือยุทธศาสตร์ชาติไทย” ที่แตกต่างจาก “ยุทธศาสตร์การพัฒนาของชาติจีน”
………………………..........
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay...
อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/702642
สกอ.รับมีต่างชาติถือหุ้นมหา’ลัยไทย ย้ำถ้ายั่งยืนก็โอเค/รองรับนศ.จีนไหลเข้ามาเรียน
29 สิงหาคม 2561
เลขากกอ."ยอมรับมีการเปลี่ยนมือผู้บริหารมหาวิทยาลัย จากคนไทยเป็นต่างชาติมาพักหนึ่งแล้ว ย้ำผู้ขอรับใบอนุญาติจัดตั้ง มหา’ลัย มีหน้าที่สนับสนุนเงิน หากไม่ทำผิดกฎหมายก็สามารถทำได้ ส่วนการบริหารจัดการ การใช้เงิน เป็นอำนาจ สภามหา’ลัย เผยนศ.ต่างชาติ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากยกระดับมหา’ลัยไทย ให้สามารถเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาในภูมิภาค รองรับกลุ่มผู้เรียนต่างประเทศได้ก็ไม่มีปัญหา"หมอธี” เผย การตั้งมหา’ลัย ไม่ใช่เรื่องง่าย มีขั้นตอน
กรณีมีการเผยแพร่ข้อความในโชเชียลมิเดียเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีการขายกิจการให้กับกลุ่มทุนชาวจีน นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) กล่าวว่า ส่วนตัวตนเองยังไม่เห็นในเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีกลุ่มนักศึกษาจีนเข้ามาศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของไทยจำนวนมาก และคาดว่าน่าจะมีคนที่มีแนวความคิดเข้ามาซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนของไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดกลางและขนาดเล็กของประเทศไทยเอง ก็ค่อนข้างหดตัว เนื่องจาก กลุ่มผู้เรียนน้อยลง และมีการปิดตัวลงไปแล้วบ้าง อย่าง มหาวิทยาลัยอีสาน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยใน พ.ศ.2555 และใน พ.ศ.2560 ศธ. ได้มีคำสั่ง ให้เลิกกิจการ มหาวิทยาลัยเอเชียน วิทยาลัยศรีโสภณ
อีกทั้งในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งที่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ขอรับใบอนุญาติจัดตั้ง และบางแห่งเปลี่ยนจากคนไทยเป็นชาวต่างประเทศด้วย ซึ่งส่วนตัวตนมองว่าไม่ได้มีความเสียหายอะไร ขอแค่มหาวิทยาลัยยังสามารถดำเนินการจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพเท่านั้น และตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า การบริหารงานมหาวิทยาลัยจะเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย และในเรื่องของคุณภาพในการเปิดหลักสูตรสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เกณฑ์มาตรฐานที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการตามอยุ่แล้ว
“ผู้ที่เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยมีหน้าที่อย่างเดียว คือ ถือใบอนุญาต และสนับสนุนเงินให้กับมหาวิทยาลัย เวลาที่มหาวิทยาลัยขาดทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย และ สกอ.สามารถตรวจสอบในเรื่องนี้ได้ด้วย แต่อำนาจให้การบริหารจัดการ การใช้จ่ายเงิน และอื่นๆ จะต้องผ่านการพิจารณาจากสภามหาวิทยาลัยเท่านั้น ปัจจุบันมีนักศึกษาจากต่างชาติเข้ามาเรียนในประเทศไทยจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถยกระดับมหาวิทยาลัยให้สามารถเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและดึงผู้เรียนจากประเทศกลุ่มอาเซียนได้ ก็จะไม่จำเป็นต้องรองรับแต่กลุ่มผู้เรียนภายในประเทศ”เลขาฯ กกอ.กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการปล่อยให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยแล้ว จะมีการดำเนินการในลักษณะที่คล้ายกับทัวร์ศูนย์เหรียญหรือไม่ นายสุภัทร กล่าวว่า ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยที่เปิดรับนักศึกษาชาวจีนและทำการดูแลแบบครบวงจร คือมีจ้างอาจารย์ชาวจีนเข้ามาสอน ซึ่งมีคุณสมบัติครบตามที่ สกอ.กำหนด และยังมีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ดูแลนักศึกษาชาวจีน มีการจัดหอพักให้กับกลุ่มนักศึกษาชาวจีนโดยบังคับพักด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยจะได้ทั้งค่าเทอม ค่าหอพัก อีกทั้งยังดูแลนักศึกษาได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วย
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องดูว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถ ทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ เพราะการตั้งมหาวิทยาลัยมีกระบวนการและขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย.
กรณีมีการเผยแพร่ข้อความในโชเชียลมิเดียเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีการขายกิจการให้กับกลุ่มทุนชาวจีน นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) กล่าวว่า ส่วนตัวตนเองยังไม่เห็นในเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีกลุ่มนักศึกษาจีนเข้ามาศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของไทยจำนวนมาก และคาดว่าน่าจะมีคนที่มีแนวความคิดเข้ามาซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนของไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดกลางและขนาดเล็กของประเทศไทยเอง ก็ค่อนข้างหดตัว เนื่องจาก กลุ่มผู้เรียนน้อยลง และมีการปิดตัวลงไปแล้วบ้าง อย่าง มหาวิทยาลัยอีสาน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยใน พ.ศ.2555 และใน พ.ศ.2560 ศธ. ได้มีคำสั่ง ให้เลิกกิจการ มหาวิทยาลัยเอเชียน วิทยาลัยศรีโสภณ
อีกทั้งในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งที่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ขอรับใบอนุญาติจัดตั้ง และบางแห่งเปลี่ยนจากคนไทยเป็นชาวต่างประเทศด้วย ซึ่งส่วนตัวตนมองว่าไม่ได้มีความเสียหายอะไร ขอแค่มหาวิทยาลัยยังสามารถดำเนินการจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพเท่านั้น และตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า การบริหารงานมหาวิทยาลัยจะเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย และในเรื่องของคุณภาพในการเปิดหลักสูตรสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เกณฑ์มาตรฐานที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการตามอยุ่แล้ว
“ผู้ที่เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยมีหน้าที่อย่างเดียว คือ ถือใบอนุญาต และสนับสนุนเงินให้กับมหาวิทยาลัย เวลาที่มหาวิทยาลัยขาดทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย และ สกอ.สามารถตรวจสอบในเรื่องนี้ได้ด้วย แต่อำนาจให้การบริหารจัดการ การใช้จ่ายเงิน และอื่นๆ จะต้องผ่านการพิจารณาจากสภามหาวิทยาลัยเท่านั้น ปัจจุบันมีนักศึกษาจากต่างชาติเข้ามาเรียนในประเทศไทยจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถยกระดับมหาวิทยาลัยให้สามารถเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและดึงผู้เรียนจากประเทศกลุ่มอาเซียนได้ ก็จะไม่จำเป็นต้องรองรับแต่กลุ่มผู้เรียนภายในประเทศ”เลขาฯ กกอ.กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการปล่อยให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยแล้ว จะมีการดำเนินการในลักษณะที่คล้ายกับทัวร์ศูนย์เหรียญหรือไม่ นายสุภัทร กล่าวว่า ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยที่เปิดรับนักศึกษาชาวจีนและทำการดูแลแบบครบวงจร คือมีจ้างอาจารย์ชาวจีนเข้ามาสอน ซึ่งมีคุณสมบัติครบตามที่ สกอ.กำหนด และยังมีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ดูแลนักศึกษาชาวจีน มีการจัดหอพักให้กับกลุ่มนักศึกษาชาวจีนโดยบังคับพักด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยจะได้ทั้งค่าเทอม ค่าหอพัก อีกทั้งยังดูแลนักศึกษาได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วย
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องดูว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถ ทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ เพราะการตั้งมหาวิทยาลัยมีกระบวนการและขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย.
ที่มา: www.thaipost.net

ฮอตเวอร์ นักศึกษาจีน แห่สมัครเรียนโครงการแลกเปลี่ยน มหาลัยในเชียงใหม่
เรียกได้ว่าในยุคปัจจุบันเทรนด์ทางด้านการศึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีการปรับเปลี่ยนให้ตามทันกระแสโลกและความต้องการของตลาดแรงงานที่มีความต้องการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และล่าสุด! ผู้บริหารสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่งในเชียงใหม่ ได้กล่าวว่า โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากเด็กจีนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่แล้วจะสนใจมาเรียนด้านภาษาไทยและด้านบริหารธุรกิจ
นักศึกษาจีน แห่สมัครเรียนโครงการแลกเปลี่ยน ในไทย
ซึ่งจากเท่าที่ได้มีการสอบถามนักศึกษามานั้น ส่วนใหญ่แล้วมองว่าศักยภาพของเชียงใหม่ สามารถสร้างโอกาสทางด้านธุรกิจได้สูง ดังนั้นการเพิ่มทักษะทางด้านการสื่อสาร จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก และจากการติดตาม ประเมินผลพบว่ามีการลงทุนในพื้นที่อย่างหลากหลาย ทั้งด้านท่องเที่ยว การค้านำเข้า-ส่งออก และนอกจากนี้ยังมีการทำการตลาดกระจายสินค้าจากประเทศจีนไปยังแหล่งการค้าชั้นนำของเมืองอีกด้วย เช่น กาดนวรัฐ และกาดหลวง เป็นต้น
ด้าน รศ.รอุษณีย์ คำประกอบ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รวม 1,058 คน ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-โท-เอก และในกลุ่มนี้ก็มีนักศึกษาที่เป็นชาวจีนถึง 688 คนเลยทีเดียว และหลักสูตรที่เข้าเรียนกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือ ด้านมนุษยศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี ทั้งนี้ในแต่ละปีการศึกษาก็ยังมีเข้ามาเรียนคอร์สพิเศษระยะสั้นอีกประมาณ 1,000 คน/ปี และในระดับปริญญาโท หลักสูตรที่นักศึกษาจีนสนใจมากที่สุดก็คือ หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ นั่นเอง
การเตรียมความพร้อม ปรับหลักสูตรการเรียน
ส่วนทางด้าน คณะกรรมการการอุดมศึกษา กลุ่มมหาวิทยาลัยไทย ทั้งในกำกับรัฐ มรภ. และของรัฐ ตลอดจนมหาวิทยาลัยเอกชน ก็ได้มีความพยายามปรับแผนการเรียนการสอนหรือหลักสูตรต่าง ๆ ให้มีความตอบโจทย์ตลาดนักศึกษาต่างชาติให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากนักเรียน นักศึกษาจีน สนใจเข้ามาเรียนต่อที่เมืองไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะที่เชียงใหม่มีนักศึกษาชาวจีนกว่า 7,000 คน)
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้กล่าวว่า หลักเกณฑ์การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 ตอนนี้ สพฐ. กำลังกำหนดความชัดเจนของแผนการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการและโรงเรียนที่แข่งขันสูง ส่วนโครงการแลกเปลี่ยนนั้นขึ้นอยู่กับสถานศึกษาแต่ละแห่งที่จะทำการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ตนเองกำหนดเอาไว้อย่างเหมาะสม
นโยบายรัฐบาลจีน โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา
นอกจากนี้ นักวิชาการศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในเชียงใหม่ ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า จากการศึกษาและทำการวิจัยกลุ่มนักเรียน นักศึกษาจีนที่มาเรียนในเมืองไทยโดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจัยสำคัญส่วนสำคัญนั้นมาจากนโยบายของรัฐบาลกลางของประเทศจีน ที่มีการส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา และยังพ่วงด้วยการลงทุน การค้า ประกอบด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เชียงใหม่ เมื่อเทียบค่าเงินหยวนกับเงินบาทแล้วถือว่าได้เปรียบ จึงไม่แปลกใจเลยที่นักเรียน นักศึกษาชาวจีนจะเลือกมาเรียนต่อที่เมืองไทย โดยเฉพาะที่เชียงใหม่
โรงเรียนนานาชาติ มีจำนวนนักเรียนจีนเพิ่มขึ้น
กลุ่มโรงเรียนนานาชาติในจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้ยืนยันข้อมูลอีกด้วยว่า กลุ่มนักเรียนจีนได้เข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนนานาชาติเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าค่าเทอมจะอยู่ในหลักแสนบาทก็ตาม และยังมีผลบวกด้านอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดฯ ที่ได้รับประโยชน์ไปด้วย เนื่องจากผู้ปกครองชาวจีนส่วนใหญ่จะซื้อคอนโดฯ เอาไว้ลูกหลานอาศัยระหว่างที่เรียนอยู่ที่เชียงใหม่
โครงการแลกเปลี่ยน ม.เชียงใหม่
ช่วยให้นักศึกษาประมาณ 900 คน จากมากกว่า 20 ประเทศมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เข้าร่วมในโปรแกรมเหล่านี้ มีส่วนร่วมที่มีคุณค่าต่อชุมชนของมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดมุมมองระดับโลก ในบริบททางวิชาการและสังคม โปรแกรมเหล่านี้ ยังช่วยให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับวุฒิการศึกษา ในขณะที่ศึกษาในสถาบันชั้นนำของโลก อีกด้วย
จำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มากกว่า 100 คน ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย 10 แห่งในต่างประเทศ และนอกจากนี้ยังมีโครงการอื่น ๆ ที่คอยสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการแลกเปลี่ยนมาศึกษาที่ไทยด้วย ได้แก่
– Asean-European Academic University Network (ASEAN-UNINET)
– Asia-Europe Meeting (ASEM)-DUO Fellowship Program
– Asian University Network (AUN)
– Erasmus Mundus Program (European Union)
– Faculty and Student Exchange Programs between Thailand and Neighboring Countries (THAI-ASEAN)
– University Mobility in Asia and Pacific (also called UMAP)
– Asia-Europe Meeting (ASEM)-DUO Fellowship Program
– Asian University Network (AUN)
– Erasmus Mundus Program (European Union)
– Faculty and Student Exchange Programs between Thailand and Neighboring Countries (THAI-ASEAN)
– University Mobility in Asia and Pacific (also called UMAP)
ดูรายละเอียการรับสมัครแต่ละโครงการได้ที่ : http://inter.oop.cmu.ac.th/
มหาวิทยาลัยไทย เริ่มปรับหลักสูตรใหม่
ทั้งนี้ การปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และสถานศึกษาจากเชียงใหม่เท่านั้น ที่ได้รับความนิยมจากนักเรียน นักศึกษาชาวจีน เพราะในสถาบันการศึกษาแห่งอื่น ๆ ของไทยก็ได้รับความนิยมเช่นกัน อาทิ
มหาวิทยาลัยรังสิต
ม.รังสิต จากเดิมที่มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ของประเทศจีนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยหลางฝ่าง ในมณฑลเหอเป่ย์, หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยกุ้ยโจว ในมณฑลกุ้ยโจว, หลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยกวางสี ในมณฑลกวางสี, มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการเงินยูนนาน กับวิทยาลัย Oxbridge และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคุนหมิง ซึ่งจากความร่วมมือโดยตรงนี้ก็ทำให้เชื่อว่าในปีการศึกษา 2562 จะมีนักศึกษาชาวจีน (แรกเข้า) อยู่ที่ประมาณ 400-500 คน
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ได้มีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ เพื่อต้อนรับนักศึกษาจีนที่มีจำนวนมากขึ้น โดยในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาจีนศึกษาอยู่ประมาณ 3,000 คน ซึ่งจากการที่มีจำนวนนักศึกษาจีนเพิ่มมากขึ้นทำให้ทางมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรใหม่ขึ้นมาก็คือ หลักสูตรแนวใหม่ หรือจับวิชาเป็นโมดูล สาขาบริหารธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิชาพื้นฐาน, กลุ่มด้านนวัตกรรม และกลุ่มดิจิทัล ซึ่งมีเป้าหมายให้นักศึกษาเป็น นวัตกร (inovater) หรือสร้างผู้ประกอบการแห่งอนาคต
และนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างมหาวิทยาลัยบางส่วนเท่านั้น ที่มีการเปิดสอนหลักสูตรใหม่ หรือปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์นักศึกษาชาวจีนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจ หลักสูตรภาษาไทย และหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ฯลฯ
“มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” มุ่งเป็นศูนย์กลางอาเซียนตอนเหนือ เชื่อมจีน-ลาว-เมียนมา – ปรับตัวสู่ Life-Long Education เรียนรู้ทุกวัย

ท่ามกลางกระแสการปรับตัวของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ภายหลังจากมีการปิดตัวหลักสูตรและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยในศูนย์กลางประเทศอย่างกรุงเทพมหานครทั้งของรัฐและเอกชน อีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจคือสำหรับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคที่มีการกระจุกตัวของประชากรและโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ น้อยกว่าเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร จะมีมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบและรูปแบบการศึกษาอย่างไร รวมไปถึงความเหมือนความต่างของสิ่งที่จะต้องปรับตัวรับมือหรือไม่ สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าได้สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงแนวทางและการพัฒนาการศึกษาในมุมมองของมหาวิทยาลัยที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของภูมิภาคเหนือของประเทศ
มองแนวโน้มคนแก่เพิ่มปีละล้าน เด็กเกิดลดลง กระทบมหาวิทยาลัย
ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ เริ่มต้นเล่าว่า สำหรับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด คือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้ทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้ หากดูข้อมูลปัจจัยหลักประการแรกที่เป็นแรงผลักดัน ตอนนี้ผู้สูงอายุจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนเกิดมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบัน จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อเดือนธันวาคม 2560 ผู้สูงอายุไทยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 16.7% ของประชาชนทั้งประเทศ คิดเป็นประชากร 11.31 ล้านคน ในจำนวนนี้อีก 4-5 ปีข้างหน้า ประมาณปี 2565 จะกลายเป็น 20% และปี 2574 ตัวเลขนี้จะกลายเป็น 28-30% ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุไทยตอนนั้นน่าจะมีร่วมๆ 20 ล้านคน
แล้วประชากรไทยในตอนนี้ประมาณ 65 ล้านคน มีแนวโน้มจะคงที่และลดลง เนื่องจากคนเกิดลดลง เด็กที่เกิดตอนนี้เฉลี่ยแล้วน่าจะประมาณ 800,000 คนต่อปี ตัวเลขลดลงเรื่อยๆ เหลือ 700,000 คนแล้ว แต่คนสูงอายุมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วหากย้อนกลับไปช่วงที่สำคัญคือช่วงปี 2506-2526 เขาเรียกว่ายุคเกิดเกินล้าน คือเกิดเกินล้านคนต่อปี ดังนั้นอีก 5 ปีข้างหน้าคือปี 2565 อายุคนกลุ่มนี้ก็จะครบ 60 ปี แปลว่าหลังจากช่วงนี้ตัวเลขจะมาอย่างรวดเร็วเลย พอถึงตอนนั้นคนสูงอายุจะเพิ่มขึ้นปีละล้านปีละล้าน อายุมันจะถมขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้ช่วง 15-20 ปีข้างหน้าตัวเลขผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แล้วสิ่งที่ตามมาผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าเราแบ่งช่วงอายุออกมาจะเป็นช่วง 60-70 ปีจะมีสัก 60% ของผู้สูงอายุ ที่เหลือจะเป็นช่วง 80-90 ปีขึ้นไป จะเห็นว่าคนช่วงอายุ 60-70 ปีจะมีจำนวนประชากรค่อนข้างสูง ดังนั้นจะมีบทบาทสำคัญ ด้านหนึ่งคือเรื่องการทำงาน เราบอกเรากำลังขาดแคลนแรงงาน ประเทศขาดแคลนแรงงาน อีกด้านหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องของการเรียนรู้ เราบอกว่าเด็กเกิดมีน้อยลง เมื่อน้อยลงตัวเลขมันจะทับถมมาเรื่อยๆ พอถึงเวลาเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมา ความจริงตัวเลขมันลดลงมานานแล้ว จากเกิดปีละล้านคนมาเหลือปีละ 700,000 คน ทำให้มีปัญหาในเรื่องการจัดการศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทตรงส่วนนี้
“ถามว่าในแง่ว่าคนน้อยลงแล้วมหาวิทยาลัยจะมีผลกระทบหรือไม่ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศอยู่ พวกมหาวิทยาลัยที่ใหญ่อันดับต้นๆ นักศึกษาจะไม่ค่อนกระทบมาก ที่กระทบคือแย่งกันรับเด็กเก่ง ใครๆ ก็อยากได้เด็กเก่งๆ เข้ามา ที่กระทบคือน่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนหรือใหญ่รองๆ ไปที่กระทบแล้ว เอกชนเริ่มปิดไปหลายแห่ง บางมหาวิทยาลัยกำลังจะเปลี่ยนเจ้าของ เพราะนักศึกษาลดลง อาจจะยังมาไม่ถึงมหาวิทยาลัยใหญ่ เราก็ต้องเตรียมตัว ต้องเร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ การรับนักศึกษา”
เน้นปรับตัวสู่ Life-Long Education – เรียนรู้ทุกวัย
ประการที่ 2 คือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา ที่บอกว่าการปั่นป่วนมันเป็นทั้งเทคโนโลยี ทั้งการศึกษา เพราะทำให้คนสามารถแสวงหาความรู้ได้จากแหล่งต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะจากอินเทอร์เน็ต และมีแนวโน้มว่าการศึกษาของมหาวิทยาลัยในรูปแบบเดิมอาจจะมีความสำคัญลดลง แต่มันจะเป็นการเรียนรู้รูปแบบใหม่เกิดขึ้น ที่เขาเรียกว่า life-long education ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบด้วยกัน ตั้งแต่การสะสมเป็นหน่วยกิต เป็น credit bank รวมทั้งเรื่องการเรียนออนไลน์ เรื่อง MOOC – massive open online course ต้องจัดมารูปแบบนี้ให้คนได้เรียนรู้มากขึ้น รูปแบบมหาวิทยาลัยก็ต้องปรับเปลี่ยน ห้องเรียนคนเรียนสามารถเรียนได้ทุกแห่ง คงไม่ได้เรียนแต่ในห้องเรียนอย่างเดียวแล้ว รูปแบบของการให้การศึกษาต้องปรับเปลี่ยนให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ตอนนี้ก็มีเรื่อง internet of things เข้ามา เรื่องของ blockchain เข้ามา มันเข้ามาอย่างรวดเร็วมาก ถ้าเราไม่ปรับจะเหมือนโกดักหรือเหมือนกับหนังสือวารสารที่หายไปจากแผงเนื่องจากคนอ่านน้อยลง ขณะเดียวกัน อาจจะต้องมองหาลูกค้าจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงมากขึ้น อันนั้นก็เป็นแนวโน้มอย่างหนึ่งของการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยน
นอกจากนี้ จากเดิมที่มหาวิทยาลัยเน้นเรียนสาขาใดสาขาหนึ่งแล้วออกไปทำงาน ต่อไปคนเรียนรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว อาจจะต้องเรียนรู้เป็นแบบพหุสาขาวิชา คือคุณเข้าไปแล้วต้องเรียนรู้ได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อที่เมื่อจบออกไปแล้วมันสามารถทำงานได้หลากหลาย เช่น สื่อสารมวลชนอาจจะต้องมีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ต้องมีความรู้ทางด้านภาษา จบออกไปเขาอาจจะเป็นผู้สื่อข่าวภาษาอังกฤษ หรือไปสื่อข่าวทางด้านเศรษฐกิจ คือต้องมีความรู้หลากหลายสาขามากขึ้น จะไม่เป็นรูปแบบอย่างเดิมแล้ว
“โดยสรุป การเรียนรู้รูปแบบใหม่ก็ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ที่เป็นสหสาขาวิชา หรือพหุสาขาวิชา บัณฑิตต้องมีความรู้ มีความหลากรู้หลายสาขา เพื่อจะเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก คณะยังมีอยู่แต่ว่ามีแนวโน้มว่าอาจจะมีวิชาแบบวิชาเลือกแต่ละคณะให้มากขึ้น แล้วคณะหนึ่งคณะใดเราก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใหม่ หรือถ้าจำเป็นในอนาคตอาจจะต้องมีการหลอมรวมกัน แต่เป็นเรื่องของอนาคตแล้ว เราเห็นว่าเวลาลงลึกไปแล้วอย่างคณะวิทยาลัยศิลปะสื่อและเทคโนโลยีกับคณะการสื่อสารมวลชนเข้ามาใกล้กันทุกทีเลย เพียงแต่ว่าวิทยาลัยฯ เป็นด้านคอมพิวเตอร์ ทางด้านผลิตเกม ขณะที่สื่อสารมวลชนเน้นการสื่อสาร เน้นทางด้านภาพยนตร์ แต่พอไปดูภาพยนตร์ก็ไปคล้ายกับวิจิตรศิลป์ ก็มีสาขาการแสดงปนอยู่ แต่ออกไปด้านออกแบบแฟชั่นไปอีกทางหนึ่ง”
“โครงสร้างคณะ – บุคลากร” ปรับตัวตามความต้องการ
ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ กล่าวถึงการรวมคณะหรือยุบคณะว่า พอรูปแบบเข้ามาใกล้ๆ กันขึ้นในระยะหลัง แต่ถามว่าจะหลอมรวมหรือไม่ขึ้นอยู่กับอนาคต ถ้าไม่มีคนเรียนก็ยุบลงไปตามธรรมชาติ แต่พอถึงเวลาจริงๆ สภาพของผู้เรียนที่มุ่งเข้ามาหาวิชาที่เรียนจะบังคับเอง หรือไม่หลอมรวมแต่การมีคณะสาขาวิชาก็ต้องบูรณาการกันมากขึ้น อาจจะรวมกันในระดับภาควิชามากขึ้น ยกตัวอย่างแพทย์ พอใกล้กันมากขึ้น วิชาสรีรวิทยากับวิชาชีวเคมีก็ใกล้กัน เมื่อก่อนชีวเคมีเราเรียนเรื่องการทำงานระดับเซลล์ แต่สรีระเรียนระดับอวัยวะ พออวัยวะลงลึกไปเรื่อยๆ ก็ไปถึงระดับเซลล์อยู่ดี ก็เข้ามาปะปนกันโดยอัตโนมัติ
งานวิจัยก็สวมกันเองเลยก่อนที่อย่างอื่นจะเข้ามา เพราะก็เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว เราแค่ไปจับแยกเพื่อความง่ายของการเรียนรู้เท่านั้น ดังนั้นสาขาอื่นๆ ข้างนอกก็มีลักษณะคล้ายๆ กันแบบนี้อยู่
ส่วนเรื่องจำนวนคณะในปัจจุบัน เป้าหมายคือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีครบทุกศาสตร์ทุกวิชา เป็น comprehensive มีการเปิดคณะการเรียนการสอนครบทุกสาขาวิชาแล้ว ที่ขาดตอนนี้เรากำลังเตรียมขยายเรื่องดนตรีสากลดนตรีปัจจุบันเป็นคณะใหม่ด้านนี้อยู่ คณาจารย์เริ่มมีแล้ว เครื่องมือก็ต้องจัดหาเตรียมการ คณะวิจิตรศิลป์กำลังเตรียมการ เรามีคณะสาธารณสุขศาสตร์ที่เปิดขึ้นมาใหม่ด้วย
ขณะที่เรื่องการเตรียมบุคคลากร เขาบอกว่าเรื่องที่เปลี่ยนยากสุดคือคน อาจารย์ก็คงเปลี่ยนได้ยากสุด แต่พวกนี้จำเป็นต้องมีกระบวนการดำเนินการ เพราะถึงเวลาเขาก็ต้องรับรู้ว่ามันต้องเข้าใจว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ทุกคนต้องเตรียมตัว จะอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว เพิ่งสัมมนาไปเรื่องของ disruptive university and education ว่าก็เหมือนกับธนาคาร ถ้าไม่ปรับรูปแบบ ต่อไปก็ต้องปิดตัวเองไป คนไปธนาคารลดลง คนใช้ออนไลน์กัน การศึกษาเหมือนกัน ถ้าคนใช้ออนไลน์เรียนได้ คนก็ไม่ไปกัน ก็ต้องปรับรูปแบบใหม่ แต่การเรียนจะแบบออนไลน์หรือในมหาวิทยาลัยก็ต้องมีอาจารย์ การเรียนบางอย่างที่ต้องใช้ทักษะ อย่างการแพทย์ ทางด้านวิศวกรรม ไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ ให้ดูรูปดูแบบบางครั้งก็ไม่เข้าใจ ต้องอาศัยการเรียนที่มหาวิทยาลัยที่สอนอ่านอยู่
3 ยุทธศาสตร์ “สิ่งแวดล้อม-พลังงานทางเลือก สุขภาพ-ผู้สูงอายุ ล้านนาสร้างสรรค์”
ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ กล่าวต่อไปถึงการปรับตัวของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า พอพูดถึงการศึกษารูปแบบใหม่ ก้าวใหม่ของ มช. จะต้องมีเรื่องการศึกษารูปแบบใหม่และการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาการเรียนต่างๆ อันนี้ในยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตอนที่เป็นอธิบการบดีสมัยแรกในปีที่ 4 ได้สัมมนากลุ่มผู้บริหารทั้งหมดเลยช่วงประชุมกลางปี มีคนมาสัก 300-400 คน แล้วคุยเรื่องยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ก็ได้ข้อสรุปว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในทิศทาง 4 ปีข้างหน้า โดยสรุปแผนพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2560-2564 อยู่ 3 ด้าน ด้านแรกคือสิ่งแวดล้อมและพลังงานทางเลือก ด้านที่สองคืออาหารและสุขภาพ รวมไปถึงการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ และด้านสุดท้ายคือล้านนาสร้างสรรค์ เราเห็นว่าของดีของเมืองเหนือมีหลายอย่าง สมุนไพร การแต่งกาย ศิลปะ การแสดง คนคิดว่าควรจะผดุงรักษาเอาไว้ต่อไป นอกนั้นก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การเรียนการสอน การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ
“ถามว่าทำไมมาเน้นที่ 3 ด้านนี้ เนื่องจากเรามารวมกันแล้วมาช่วยกันคิด มองปัญหาเยอะแยะทั้งหมดเลยว่ามันมีอะไรบ้างที่สำคัญ แล้วมามองว่าอะไรที่เป็นศักยภาพของมหาวิทยาลัย ที่เรามีความพร้อมทางด้านความรู้ ความพร้อมเรื่องคนที่มี แล้วเราก็สรุปจากทั้งหมดว่าเราจะมี 3 ด้านเป็นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วบังเอิญว่ายุทธศาสตร์เชิงรุกของประเทศ 90 หน้ามันก็มี 3 อันนี้ทั้งหมด ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม เรื่องอาหาร สุขภาพ เรื่องผู้สูงอายุ เรื่องของความสามารถของท้องถิ่น ตรงกับยุทธศาสตร์ประเทศไปหมดเลย เราเลยสบาย พอมาทำแบบนี้มันก็ไปได้เลย”
พลังงานทางเลือก-มหาวิทยาลัยสีเขียว
ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ ขยายความตัวยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ว่า ในยุทธศาสตร์แรก พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ หรือ Energy Research and Development Institute (ERDI) เรามีความโดดเด่นเรื่องการทำพลังงานทางเลือก ตั้งมาร่วม 10 ปีแล้ว ทำงานเรื่องแก๊สชีวภาพ ถามว่ามาจากไหน ก็ได้จากการหมักของเสียทั้งหลาย ก็ได้แก๊สมีเทน แล้วทั้งหมดการศึกษาของเราก็ให้เอกชน-ราชการร่วมมือกัน ออกแบบทำรูปแบบบ่อหมัก มีกระบวนการกรองให้บริสุทธิ์ มีการบีบอัดเป็น CBG แล้วเอาไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นพลังงานให้รถวิ่ง ใช้ทำให้เกิดความร้อนก็ได้ ของ มช. เป็นตัวอย่างไปช่วยออกแบบให้ทั่วประเทศ รวมถึงต่างประเทศอย่างลาว กัมพูชา เมียนมาด้วย
หรือปัจจุบัน สถาบันฯ นี้ได้งบประมาณจากรัฐบาลมาทำวิจัยเรื่องโรงกำจัดขยะด้วย เราก็เป็นโครงการนำร่อง วันหนึ่งเอาขยะทั้ง มช. 20 ตันเข้ามาที่โรงงานแล้วผลิตแยกเป็นของแข็งออกมาต่างหาก เอาพวกชีวภาพใส่ไปหมักทำแก๊สชีวภาพ ก็เป็นรูปแบบสลายขยะอีกทางหนึ่ง
นอกจากทำเรื่องพลังงานแล้วก็มีเรื่อง solar rooftop ที่กำลังเริ่มใน มช. มีสถาบันฯ ไปดูแลการติดบนหลังคาต่างๆ ของ มช. เพื่อจะผลิตไฟฟ้าใช้เพิ่มเติม ก็ทำไปหมดแล้ว จริงๆ ก็ยังมีพลังงานรูปแบบอื่นที่กำลังวิจัย ต่อมาคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นเรื่องหลักเลย จริงๆ ตั้งแต่เข้ามาบริหารงานชุดแรกแล้ว เราได้การร้องเรียนมาจากศิษย์เก่า จากคณาจารย์ว่า มช. เมื่อ 50 ปีก่อนสวยงาม อากาศดี แต่ 50 ปีให้หลังมันระเกะระกะไปหมด เราก็พยายามปรับให้สวยงาม อย่างน้อยก็ไม่ด้อยกว่า 50 ปีก่อน การปรับรูปแบบเริ่มจากการปรับรูปแบบจราจรของมหาวิทยาลัย ระบบขนส่งทั้งหลาย พวกนี้ทำอย่างไร ตั้งแต่การแยกขยะมาทำพลังงานก็ได้เรื่องของการใช้รถไฟฟ้า พลังงานสะอาดมาด้วย เรื่องของการตรวจตรารถเข้าออกในมหาวิทยาลัย ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถติดตามได้ว่ารถใครเข้าออกเมื่อไหร่ รถไฟฟ้าวิ่งเป็นสายๆ อยู่ตรงไหนบ้าง
แต่เป้าหมายที่วางไว้คือจะทำถนนวงแหวนในมหาวิทยาลัย ทำเสร็จเรียนร้อยแล้ว วงแหวนทิศตะวันตกผ่านคณะการสื่อสารมวลชนแล้วเลาะไปหลังคณะสังคมกับตลาดชมพู แล้วไปออกคลองอ่างแก้ว หักขวาออกทางด้านอาคารลานสัก แล้วออกหน้ามหาวิทยาลัย เสร็จพร้อมใช้งานแล้ว ที่จะตามมาอีกคือจะทำอาคารจอดรถออกแบบไว้ 4 อาคาร ทำอาคารแรกเสร็จแล้ว กำลังจะทำอาคารที่ 2 ตรงคณะวิศวกรรมศาสตร์ อาคารที่ 3 ตรงหน้า มช. และสุดท้ายตรงทิศตะวันออกตรงข้ามคณะวิทยาศาสตร์ คือดักตรงประดูทางเข้าทั้งหมด เราวางเป้าหมายว่ารถทุกคันที่เข้ามาในมหาวิทยาลัย ซึ่งวันหนึ่งจะเข้ามา 4,000-5,000 คันต่อวัน การออกแบบอาคารตรงนี้มันรองรับได้เกือบทั้งหมด ดังนั้น รถที่เข้ามาต่อไปจะวิ่งได้เฉพาะวงแหวนรอบนอกเท่านั้น เข้ามาถึงก็ต้องจอดที่อาคารจอดรถ จากวงแหวนรอบนอกเข้าไปด้านในทำได้แค่นั่งรถไฟฟ้า เดิน หรือปั่นจักรยาน รถที่ใช้น้ำมันจะไม่ให้เข้าในใจกลางของมหาวิทยาลัย แต่คงต้องรอเรื่องอาคารจอดรถให้เสร็จทั้งหมดก่อน
โครงการ medical hub “long term care”
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คืออาหาร สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลผู้สูงอายุตอนนี้เรามีโรงพยาบาลผู้สูงอายุ เปิดมาแล้ว 2 ปีแล้ว แล้วเราก็มีสถานที่ที่เรียกว่า long term care เป็นที่สำหรับเป็นโมเดลนำร่องให้กับสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ คือผู้สูงอายุเราจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกเรียกว่าติดสังคม คือยังแข็งแรงอยู่ ระยะที่สอง มีข้อจำกัดบ้างเล็กน้อย เรื่องการเคลื่อนไหว เรียกว่าติดบ้าน ระยะสุดท้าย มีข้อจำกัดมากขึ้นต้องมีคนช่วยดูแล เรียกว่าติดเตียง long term care ของเราจะดูแลผู้สูงอายุติดบ้านระยะท้ายๆ ไปจนถึงติดเตียง ส่วนโรงพยาบาลคือดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยทั้งหมดอยู่แล้ว ตอนนี้ทำอาคารขึ้นมาใหม่ในเนื้อที่ 10 ไร่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมให้บริการ เราคงเน้นไปที่การดูแลเพื่อเป็นต้นแบบ รวมไปถึงการวิจัยต้นแบบด้วย
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยได้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ประมาณ 7 ไร่ ริมแม่น้ำปิงเป็นโรงเหล้าเก่า เป้าหมายจะทำเป็นพื้นที่สาธิตการให้การดูแลผู้สูงอายุ แต่เป็นผู้สูงอายุปกติ แยกออกไปอีกที่หนึ่ง สำหรับทางด้านอาหารและสุขภาพ เราจะมีเรื่องโรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ จะมีโครงการ medical hub ในการดูแลเป็นหลัก เรื่องอาหารจะมีคณะอุตสาหกรรมเกษตรที่เข้ามาทำหน้าที่ดูแลอาหารรูปแบบใหม่ๆ สำหรับผู้สูงอายุหรือรูปแบบอื่นๆ ตามความต้องการต่างๆ อันนี้กำลังดำเนินการอยู่
ศูนย์เรียนรู้ล้านนาสร้างสรรค์
ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือล้านนาสร้างสรรค์ อันนี้เป็นเรื่องการนำของดีๆ ในล้านนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้ล้านนา เรื่องของอาหารล้านนา การแสดงและศิลปะของล้านนา เอามารวบรวมไว้ เพื่อเป็นผู้นำและศูนย์กลางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านล้านนาศึกษาและงานวิจัยต่างๆ ตัวอย่างเช่น การเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงของแหล่งข้อมูลด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่น การจัดทำ Lanna.com ของมหาวิทยาลัยเพื่อเพิ่มการเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ, มีการจัดทำหลักสูตรระยะสั้น กลาง ยาว ตั้งแต่ 3-7 วัน เพิ่มเติมจากเดิมที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรล้านนาคดีศึกษาทั้งระดับปริญญาตรีและโทอยู่ในปัจจุบัน, มีการต่อยอดงานวิจัยหรือจากการลงพื้นที่สำรวจชุมชนคัดเลือกผลงานเด่น เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยจะจัดตั้งศูนย์ Creative Lanna Development Center เป็นที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ คิดค้นคว้า ทดลอง แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ต่างๆผ่านการเชื่อมโยงเครือข่าย องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติและนานาชาติ สุดท้ายคือการสร้างสภาพแวดล้อมแบบล้านนาในทางสถาปัตยกรรม เช่นระบบถนน เครื่องประดับถนน ป้าย ประตู รั้ว ฯลฯ
ชูบทบาทศูนย์กลางอาเซียนตอนเหนือ เชื่อมจีน-ลาว-เมียนมา
ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ กล่างถึงประเด็นบทบาทระดับนานาชาติสำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า เนื่องจากเราอยู่ในภาคเหนือของประเทศ ถ้าดูภูมิศาสตร์แล้วมันเหมือนกับแวดล้อมไปด้วยซ้ายมือเป็นเมียมา ด้านบนเป็นจีน ขวามือมีลาว เวียดนาม กัมพูชา เราเป็นศูนย์กลางของอาเซียนตอนบน ไม่ใช่เป็นศูนย์กลางโดยคำพูดอย่างเดียว แต่เป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์และโลจิสติกส์จริงๆ จากเชียงใหม่ไปมัณฑะเลย์ ไปย่างกุ้ง ไปคุนหมิง ไปหลวงพระบาท ไปเวียงจันทน์ ไปพนมเปญ มันใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง มันสามารถเชื่อมโยงได้ด้วยทางอากาศ ขณะเดียวกัน ทางบกมันเริ่มมีความคล่องตัวมากขึ้น และทางน้ำก็มีแม่น้ำโขงลงไปได้ ทำให้เราเป็นเหมือนศูนย์กลางของอาเซียนตอนบน
เราก็พยายามที่จะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว ทั้งกัมพูชา ทั้งเวียดนาม การช่วยเหลือจะมีทั้งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เราให้ความช่วยเหลือเมียนมาค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในเมืองมัณฑะเลย์ ในหลวงพระบางก็เข้าไปมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องวิชาการ ส่งอาจารย์ไปช่วยเหลือ ไปเปิดวิชาการเรียนการสอน เราไปเปิดหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโท ที่เมียนมา มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เป็นหลักสูตรนานาชาติ ไปสอนที่นั่น แล้วก็มีบางช่วงที่อยู่ที่ มช. เปิดมาเป็นปีที่ 3 แล้ว หลักสูตรเรียน 2 ปีจบ
แล้วที่มัณฑะเลย์ ก็ยังใช้ความช่วยเหลือไปจัดเหมือน CMU Corner จากที่นั่นจะมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เขาเชื่อมโยงเข้ามาดูข้อมูลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เขาค้นหาหนังสืออะไรต่อมิอะไรที่เราได้ ที่คุนหมิง ที่เฉิงตู ที่หนานหนิง จะมีคล้ายๆ กับศูนย์ไทย หรือ Thai Center ไปกระจายให้ความรู้ของ มช. และประเทศไทยกับที่จีน
เราให้ความสำคัญเรื่องนี้เพื่อให้อย่างแรกเราไปช่วยเหลือ ขณะเดียวกันถ้าต่างประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ต้องการเชื่อมโยงหรือให้ความช่วยเหลือไทยหรือเพื่อนบ้าน เราก็สามารถให้มาลงที่เราได้ เป็นสะพานเชื่อมยังประเทศรอบข้างได้ อันนี้คือเรื่องของความเป็นนานาชาติ เรากำลังจะเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติมากขึ้น ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท จะเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป
- รับลิงก์
- X
- อีเมล
- แอปอื่นๆ


















ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น