“จีน” กับสังคมธุรกิจไทย

วิรัตน์ แสงทองคำ : “จีน” กับสังคมธุรกิจไทย

วิรัตน์ แสงทองคำviratts.wordpress.com

(3) ธุรกิจใหม่
ความเคลื่อนไหวอันคึกคักของกลุ่มธุรกิจจีนใหม่ในประเทศไทย เป็นวิวัฒนาการว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของโลก ที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้า
ว่าด้วยธุรกิจจีนในสังคมไทย เชื่อกันว่าได้พัฒนาอย่างเอกลักษณ์ ก้าวข้ามโมเดลดั้งเดิม (อรรถาธิบายไว้ในตอนที่แล้ว– “จีน” กับสังคมธุรกิจไทย (2) ธุรกิจใหญ่ (ต่อ) มติชนสุดสัปดาห์ 24 พฤศจิกายน 2560) ด้วยมุมมองไปยังดีลธุรกิจสำคัญเกิดขึ้นในระยะใกล้ๆ นี้
ถือเป็น “ตัวแทน” อย่างสำคัญของภาพใหญ่ ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-ไทยที่แตกต่าง
ดีลธุรกิจใหญ่
นั่นคือ ดีลระหว่างธุรกิจในเครือข่าย Alibaba Group ของ Jack Ma กับเครือข่ายซีพีของ ธนินท์ เจียรวนนท์ กับดีลระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำเครือข่ายค้าปลีกเชิงภูมิศาสตร์ไทย กับ JD.com ผู้นำค้าปลีกออนไลน์จีน
ในที่นี้ มีความตั้งใจบันทึกเหตุการณ์ เรื่องราวและมุมมองผู้เกี่ยวข้อง ในฐานะชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ธุรกิจและเศรษฐกิจไทย เพื่อการประมวล ตีความ และวิเคราะห์ ทั้งในตอนนี้และอนาคต
“แอนท์ ไฟแนนเชียลประกาศร่วมมือกับแอสเซนด์ มันนี่ ขยายแผนงานการเข้าถึงบริการทางการเงินทั่วโลก” (เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2559) หัวข้อข่าวแถลงอย่างเป็นทางการของเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี (อ้างจาก http://www.cpgroupglobal.com)
“บริษัท แอนท์ไฟแนนเชียลเซอร์วิเซส กรุ๊ป หนึ่งในผู้นำการให้บริการทางการเงินดิจิตอลระดับโลก ประกาศแผนงานที่จะขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินทั่วโลก และความตกลงทางกลยุทธ์ร่วมกับบริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค ชั้นนำของไทย ความตกลงนี้ รวมไปถึงการลงทุนของแอนท์ไฟแนนเชียลในบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตของวิถีชีวิตที่พึ่งพามือถือมากขึ้น และการเติบโตของระบบการใช้จ่ายดิจิตอลในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
หลังจากซีพีได้ปรับโครงสร้างการบริหารเมื่อไม่นานมานี้ โดยบุตรชายของธนินท์ เจียรวนนท์ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ได้ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยมีกลุ่มธุรกิจเกิดขึ้นใหม่อย่างแท้จริง คือ กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจดิจิตอล ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบริษัทสำคัญ 2 แห่ง คือ ASCEND GROUP กับบริษัทพันธวณิช
อีกบางตอนของถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการข้างต้น สะท้อนแนวทางธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่ได้บางระดับ
“ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และข้อมูล คือหลักสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายของแอนท์ไฟแนนเชียล ในการที่จะสร้างโอกาสเท่าเทียมกันในการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับทุกคนบนโลกเป็นจริงขึ้นมา เรามุ่งมั่นที่จะขยายบริการสู่ผู้บริโภคกว่าสองพันล้านคนในสิบปีข้างหน้า โดยการสร้างระบบเปิดกับพันธมิตรของเราทั่วโลก ตลาดการชำระเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพที่สูงและการแข่งขันที่ยังน้อยอยู่ เรายังอยากที่จะช่วยเหลืออุตสาหกรรมรายเล็กและรายย่อย และประชาชนทั่วไป ในการนำเสนอบริการทางการเงินที่ปลอดภัยและไว้ใจได้ และแอสเซนด์ มันนี่ ในฐานะผู้นำในประเทศไทย ก็พร้อมที่สุดที่จะสร้างระบบนวัตกรรมทางการเงินใหม่ในไทย” อีริคจิง (Eric Jing) ประธานคณะผู้บริหาร (CEO) ของแอนท์ไฟแนนเชียล ผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของ Alibaba Group
ในทันที มีบทวิเคราะห์ อรรถาธิบายปรากฏการณ์นั้นไว้ ด้วยความวิตกในบางมิติ ขณะเดียวกันให้ภาพความเป็นไปที่เข้าใจได้
“ผมคุยกับน้องในแวดวง เขามีแนวคิดที่น่าสนใจครับว่า การจับมือระหว่าง 2 เจ้าสัวนี้ ทำให้เราสามารถจินตนาการเห็นลูกค้า True และลูกค้า 7-Eleven ใช้บริการทางการเงินทั้ง Online และ Offline ผนวกเข้ากับชีวิตประจำวันออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ เช่น ฝากถอนเงินได้ที่เซเว่น, โอนต่อให้ใครก็ได้ทางแอพพ์มือถือ, กู้เงิน peer to peer ได้ทางมือถือ และจ่ายดอกเบี้ยได้ผ่านเซเว่น, บิลค่าใช้จ่ายไปเก็บรวมกับบิลมือถือทรู, ใช้ระบบ 7-Eleven เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องโลจิสติกส์เวลาซื้อขายของผ่าน Lazada ฯลฯ” กรณ์ จาติกวณิช (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งดูแลนโยบายเศรษฐกิจ) ให้ความเห็น ให้ภาพที่เชื่อว่าอาจเกิดขึ้นในสังคมไทย
(อ้างมาจาก Facebook fan page ในนาม Korn Chatikavanij 1 November 2559)

อีกดีลหนึ่งที่สำคัญเกิดขึ้นตามมาไม่ถึงปี
“กลุ่มเซ็นทรัลประกาศร่วมทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ JD.com และ JD Finance มุ่งสู่ความเป็นผู้นำตลาดออนไลน์ของประเทศไทย…กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทย ร่วมกับ JD.com บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และ JD Finance ผู้นำด้านฟินเทคของประเทศจีน ได้ประกาศความร่วมมือด้านการลงทุนมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเปิดตัว 2 ธุรกิจร่วมในประเทศไทยในด้านอีคอมเมิร์ซ และฟินเทค” (15 กันยายน 2560) ข่าวสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล (ปรากฏใน http://www.centralgroup.com)
เพียงไม่ถึง 2 เดือน ความเคลื่อนไหวจากดีลเซ็นทรัล-JD.com เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“กลุ่มเซ็นทรัลจับมือเจดีดอทคอม เขย่าวงการค้าปลีกโลก พัฒนาดิจิตอล อีโคซิสเต็ม ครบวงจรเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ “เจดี เซ็นทรัล” กลุ่มเซ็นทรัลจับมือเจดีดอทคอมร่วมลงทุน 17,500 ล้านบาท เขย่าวงการค้าปลีกโลก พัฒนาดิจิตอล อีโคซิสเต็ม ครบวงจรเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ “เจดี เซ็นทรัล” พลิกโฉมออนไลน์ช้อปปิ้งประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (2 พฤศจิกายน 2560) หัวข้อข่าวทางการ (http://www.centralgroup.com) ซึ่งมาพร้อมการเปิดตัวแถลงข่าว ซึ่งมีบทบอกเล่าและสนทนาปรากฏในสื่อต่างๆ อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะว่าด้วยมุมมองของผู้นำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
“JD เป็นพันธมิตรสำคัญเพื่อก้าวสู่ New Economy ของธุรกิจค้าปลีก ที่กำลังจะก้าวข้ามจาก Modern Trade ไปสู่ Cyber Trade ภายใต้ความร่วมมือหลักๆ 3 ด้าน ที่ JD เป็นผู้นำของโลก คือ 1.ผลักดัน JD.co.th ให้เป็นผู้นำในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย รวมทั้งระดับภูมิภาคในอนาคต 2.บริการ E-Finance หรือให้บริการด้าน FinTech และระบบชำระเงินต่างๆ 3.E-Logistic ซึ่ง JD ถือเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งในจีน โดยเฉพาะการพัฒนาโดรนมาใช้ในการส่งของ เพื่อช่วยให้เกษตรกรในจีนสามารถส่งสินค้าไปขายด้วยต้นทุนที่ลดลงถึง 75% ซึ่งองค์ความรู้นี้ยังสามารถนำมาใช้ต่อยอดในการ Transform ระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้ต้นทุนที่ลดลง” ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล อรรถาธิบายภาพพัฒนาการธุรกิจในบางภาพที่น่าสนใจและดูจับต้องได้
ขณะที่ทางฝ่าย JD.com มีมุมมองที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
“ประเทศไทยมีประชากรจำนวนมาก ประกอบกับมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาบริการด้านอีคอมเมิร์ซและฟินเทคเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกครบวงจรของประเทศไทย ทำให้เราเข้าใจลูกค้า และสามารถวางกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ตลาดไทยได้ อันจะเป็นการเสริมศักยภาพให้เจดี เซ็นทรัลสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า, เกื้อหนุนธุรกิจ SMEs ให้เติบโต, เพิ่มอัตราการส่งออกสินค้าไทย และพัฒนาจนกลายเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ริชาร์ด หลิว (Richard Liu) ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JD.com กล่าวไว้
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่
ภาพข้างต้นมีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจน ถึงธุรกิจสำคัญ นั่นคือ การค้าขายออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ กับระบบชำระเงินออนไลน์ ถือว่าเป็นความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แม้อยู่ในโมเดลที่ไม่แตกต่างจากที่ควรจะเป็น แต่ใน “เนื้อหา” ทางธุรกิจถือว่าแตกต่างอย่างมาก เป็นธุรกิจซึ่งอาศัยความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้บริโภคฐานกว้าง ว่าไปแล้วมาจากพื้นฐานของธุรกิจการค้าปลีกเดิมซึ่งพัฒนารูปแบบหลากหลายอย่างมาก เข้าถึงผู้บริโภคย่างกว้างขวางและลงลึกมากขึ้นๆ
โดยเฉพาะความพยายามชักนำผู้บริโภค เข้าในระบบสมาชิกทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผนวกรวมกับอีกบางส่วน ซึ่งอยู่ในระบบสมาชิกตั้งแต่ต้นในเครือข่ายบริการสมัยใหม่ ในระบบสื่อสารรูปแบบต่างๆ รวมทั้งบริการต่างๆ ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ที่น่าสนใจ วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมผู้บริโภคฐานกว้าง ทั้งสังคมไทยและจีน มีพัฒนาการสอดคล้องกัน
สังคมไทยพัฒนาอย่างมากจากเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมกับระบบสื่อสารมือถือ จนมาถึงจุดต้องเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะที่สังคมจีนพัฒนาการระบบสื่อสารบนมือถือก้าวกระโดดอย่างมากๆ
ดูได้จาก China Mobile ซึ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ทศวรรษ สามารถมีเครือข่ายและระบบสมาชิกครอบคลุมจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นอัตราการเติบโตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกสมัยใหม่
หรือการเติบโตอย่างมากมายของ Alibaba Group ในแผ่นดินจีนก่อนเข้าสู่ตลาดโลก ทั้งๆ ที่ก่อตั้งไม่ถึง 2 ทศวรรษดี “ด้วยการเข้าถึง Internet และ Mobile ในระดับสูง จีนจึงเป็นตลาดธุรกิจค้าปลีกอีคอมเมิรซ์ที่ใหญ่และพัฒนามากที่สุดในโลก” (The Rise of FinTech in China : A COLLABORATIVE REPORT BY DBS AND EY, NOVEMBER 2016)
ที่สำคัญ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-ไทย มีพื้นฐานมาจากผู้บริโภคในฐานะปัจเจก ฐานกว้าง เชื่อมโยงกัน ในฐานะนักท่องเที่ยว ในฐานะผู้ซื้อ-ขายสินค้าบริโภค ทั้งโดยตรง ผ่านกลไก และหน่วยงานจากขนาดเล็กๆ สู่ใหญ่ ด้วยสินค้าพื้นฐาน หลากหลาย ราคาถูก และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจซึ่งต่างระบบกัน

ซึ่งแตกต่างจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในยุคอาณานิคมเเมื่อศตวรรษที่แล้ว หรือในยุคเวียดนาม ผ่านการลงทุนสำคัญๆ ของธุรกิจใหญ่แห่งสหรัฐและญี่ปุ่น

วิรัตน์ แสงทองคำ : “จีน” กับสังคมธุรกิจไทย (4)

วิรัตน์ แสงทองคำviratts.wordpress.com


ความเคลื่อนไหวอันคึกคัก ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจจีนในประเทศไทย มีมิติที่ซับซ้อน ใหม่ และแตกต่าง
จากข้อเขียนในตอนที่แล้ว ได้นำเสนอแนวความคิดอย่างคร่าวๆ ไว้
“ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-ไทย มีพื้นฐานสำคัญมาจากผู้บริโภคในฐานะปัจเจก ฐานกว้าง เชื่อมโยงกัน ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยว ในฐานะผู้ซื้อ-ขายสินค้าบริโภค ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผ่านกลไกธุรกิจและหน่วยงานกี่ยวข้อง จากขนาดเล็กๆ สู่ใหญ่ มีความเชื่อมโยงกับสินค้าพื้นฐาน หลากหลาย ราคาถูก และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง เป็นความสัมพันธ์ เป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย ถือว่ามีความแตกต่าง จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในยุคอาณานิคมเมื่อศตวรรษที่แล้ว หรือในยุคเวียดนาม ผ่านการลงทุนสำคัญๆ ของธุรกิจใหญ่แห่งสหรัฐและญี่ปุ่น”
ขออรรถาธิบาย ขยายความเพิ่มเติม อ้างอิงกับบางกรณี โดยเฉพาะประเด็นว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจก ซึ่งถือเป็นมิติที่มีความละเอียดอ่อน และแตกต่าง
นักท่องเที่ยว
การมาของนักท่องเที่ยวชาวจีน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจอย่างมากๆ
เริ่มจากตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงชาติเดียวที่มีจำนวนมากมาย มากที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โดยเฉพาะปีที่แล้ว (2559) มีจำนวมมากกว่า 8 ล้านคน หรือมีสัดส่วนมากกว่า 25% ของบรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดที่มาเยือนประเทศไทย
ถือเป็นสถิติใหม่ ที่สูงที่สุดอย่างต่อเนื่องมาหลายปี (โปรดพิจารณากราฟแสดง-นักท่องเที่ยวชาวจีนในประทศไทย)
น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนวณรายได้เข้าประเทศ จากสถิติที่อ้างข้างต้น เฉพาะปี 2559 ว่ามีมากถึงกว่า 4 แสนล้านบาท ทั้งยังคาดด้วยว่าจะเพิ่มขึ้นๆ ในปีต่อๆ ไป
มิติสำคัญในภาพกว้าง ถือเป็นแรงปะทะครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างและธุรกิจไทย ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
ถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญของภาคธุรกิจไทย ซึ่งมีผลกระทบเป็นวงจรกว้างใหญ่ จากธุรกิจใหญ่ จนถึงผู้ประกอบการรายย่อยๆ จากเมืองใหญ่ เมื่องเที่ยวหลัก สู่ชุมชน
สิ่งที่น่าสนใจมากขึ้น นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเยือนประเทศไทยไม่เพียงมีจำนวนมากอย่างมีนัยยะสำคัญ หากมีบุคลิกที่แตกต่างจากโมเดลการท่องเที่ยวในอดีต เป็นกระแสที่มาแรงและรวดเร็ว
นั่นคือกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระที่มากันเองไม่ผ่านธุรกิจทัวร์ในแบบเดิม หรือที่เรียกว่า FIT (Free and Independent Traveler)
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU มีงานวิจัย (อ้างจากข่าวแถลงหัวข้อ “CMMU จับกระแสนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่สไตล์ FIT” โดย เจซีแอนด์โค พับลิครีเลชั่นส์ เมื่อ 11 พฤษภาคม 2560) ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนดังกล่าว เป็นกลุ่มที่มีการศึกษา กำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยใช้เวลาในการมาท่องเที่ยวเมืองไทยต่อทริป ประมาณ 5-7 วัน มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่คนละ 25,000-50,000 บาทต่อทริป
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันต่อด้วยว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มย่อยๆ ดังกล่าว ใช้เครือข่ายสื่อสารสมัยใหม่ ไม่ว่า Social media และแอพพ์ต่างๆ รวมทั้ง Fintech เป็นเครื่องมือสำคัญในการท่องเที่ยว เป็นโอกาสที่มาพร้อมกับการเดินทางที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย ด้วยกฎเกณฑ์การเข้าเมืองที่ผ่อนคลาย กับการบริการสายการบินจากเมืองไทยเชื่อมโยงหลายเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ
ผลพวงอย่างหนึ่งของการมาท่องเที่ยวกลุ่มย่อยๆ สะท้อนความสันพันธ์ปัจเจกที่มีมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น มีผลพวงบางอย่างที่น่าสนใจ ไม่ว่าโอกาส การเกิดดีล (ข้อตกลงทางธุรกิจ) เล็กๆ ไปจนความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างปัจเจกที่เพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ
นิวไชน่าทาวน์
“ไชน่าทาวน์” ที่เยาวราช ถือว่ากำเนิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นย่านชุมชนชาวจีนที่ใหญ่สุดในเมืองไทย เป็นย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญแห่งแรก มีความเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ไทย-จีน ครั้งแรกมาจากแรงขับเคลื่อนเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์
ขบวนอพยพชาวจีนมาสู่แผ่นดินสยามเริ่มต้นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หากพิจาณาช่วงประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับปัจจุบัน ขบวนอพยพอย่างเป็นจริงเป็นจังอีกครั้ง เปิดขึ้นเมื่อราว 200 ปีมานี่เอง “เริ่มจากปีละประมาณ 2,000-3,000 คนในช่วงสงครามฝิ่น (2383-2385) ในจีนแผ่นดินใหญ่ ขบวนพอยพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นปีละ 16,000 คนในช่วงปี 2425-2435 จากนั้นพุ่งสูงขึ้นอีกอย่างมากถึงปีละ 68,000 คนในช่วงปี 2449-2458” (อ้างจาก Suehiro Ahira, capital accumulation in Thailand 1855-1985)
ความเชื่อมโยงว่าด้วยความสัมพันธ์ใหม่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความเป็นไปอย่างแตกต่างและราบรื่นนั้น ก่อให้เกิดชุมชนใหม่ที่น่าสนใจ เทียบเคียงกันอดีตในบางมิติ งานวิจัยเรื่อง “การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนรุ่นใหม่ : กรณีศึกษาชุมชนจีนแห่งใหม่” (โดย ชาดา เตรียมวิทยา ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มีการศึกษาจุดเริ่มต้น “ไชน่าทาวน์ห้วยขวาง” บริเวณถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เขตห้วยขวาง เป็นชุมชนใหม่ก่อตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งบังเอิญเป็นช่วงปีที่นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเยือนเมืองไทยทะลุ 2 ล้านคน
ผู้วิจัยเชื่อว่ามีความสำคัญ ความสัมพันธ์ในเชิงสถานที่ นั่นคือ
1. ใกล้สถานทูตจีน และตลาดห้วยขวาง ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง
2. มีองค์พระพิฆเนศที่คนจีนนับถือและนิยม
3. ทำเลที่ดีสามารถเดินทางไปรอบกรุงเทพฯ ได้สะดวก มีเส้นลัดทางออกสู่ถนนลาดพร้าว ถนนพระรามเก้า และถนนรามคำแหง ทั้งบริการรถไฟฟ้ามหานคร สามารถเชื่อมไปถึงย่านเศรษฐกิจ แถวถนนสุขุมวิท ถนนสีลม
ชาวจีนย่านห้วยขวางไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว หากเป็นกลุ่มคนชาวจีนรุ่นใหม่ ซึ่งเชื่อว่าได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทย อาทิ การเข้ามาศึกษา การเข้ามาสอนภาษาจีน กระทั่งเป็นนักท่องเที่ยวที่ย้ายถิ่นฐานชั่วคราว เพราะเล็งเห็นช่องทางในการทำธุรกิจในไทย
“ส่วนใหญ่เป็นจีนกวางสี จีนยูนนาน พวกเขาเริ่มต้นจากแค่ท่องเที่ยวหรือมาทำธุระ นำไปสู่การตัดสินใจอยู่นานขึ้น พอวีซ่าท่องเที่ยวหมด ก็ยังไม่กลับ จากนั้น เมื่อเห็นช่องทางจะเริ่มเรียกครอบครัวให้ตามมา แล้วหาที่อยู่พร้อมๆ กับหาช่องทางทำงานไปด้วย เห็นการตั้งถิ่นฐานลักษณะแบบใยแมงมุม (Spider”s Web Settlement) คือกำหนดให้ชุมชน ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ เป็นศูนย์กลาง มีร้านอาหารจีน ร้านค้า ร้านเสริมสวย ร้านขนส่งโลจิสติกส์ อยู่สองข้างทางฝั่งถนน ในขณะเดียวกัน ตามซอยเล็กยังมีร้านค้าขนส่งโลจิสติกส์อีก ซึ่งมีผู้ร่วมหุ้นเป็นคนจีน เปิดให้บริการคนจีนด้วยกัน” ชาดา เตรียมวิทยา ผู้วิจัยกล่าวไว้
(อ้างจากเรื่อง “จากนิวไชน่าทาวน์ เมื่อชุมชนไทย… กลายร่าง” 4 ธันวาคม 2560–http://www.bangkokbiznews.com/)
อสังหาริมทรัพย์
ความเชื่อมโยงจากปัจเจกสู่ชุมชน ย่อมจะมาถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีรายงานกลุ่มธุรกิจจีนเข้ามาลงทุนในเมืองไทยอย่างคึกคักพอสมควร โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เท่าที่มีข้อมูลมีความสัมพันธ์เชิงสถานที่กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ของประเทศไทย
กรณีที่ควรกล่าวถึง เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหม่ เพิ่งเข้าตลาดหุ้นไทยปี 2557) ร่วมทุนบริษัทก่อสร้างของจีนพัฒนาโครงการผสมผสานทั้งที่พักอาศัยและโรงแรม ที่เรียกว่า Mix used project ในพัทยา มูลค่านับหมื่นล้านบาท
ธุรกิจก่อสร้างจีนได้แก่ บริษัทจงเทียน คอนสตรักชั่น กรุ๊ป (Zhongtian Construction Group) ดำเนินกิจการก่อสร้างในจีนแผ่นดินใหญ่ เคยมีผลงานการสร้างบ้าน และระบบสาธารณูปโภค ทั้งสะพาน และรางรถไฟ ก่อตั้งมายาวนานพอสมควรตั้งแต่ปี 2492 ที่ Hangzhou ในนาม Zhejiang Zhongtian Construction Engineering Group ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Zhongtian Construction Group ในปี 2543
อีกดีลหนึ่งที่สำคัญ กรณี ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยรายสำคัญของไทย ก่อตั้งขึ้นช่วงเศรษฐกิจไทยขาขึ้น เมื่อปี 2532 สามารถผ่านมรสุมวิกฤตการณ์ปี 2540 มาได้และเข้าตลาดหุ้นปี 2545 เมื่อไม่นานมานี้ได้ร่วมทุนบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน พัฒนาโครงการผสมผสาน (มิกซ์ยูส ในพังงาและหัวหิน มูลค่า 3,000 ล้านบาท)
จุนฟาเรียลเอสเตท หรือ Junfa Group ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายค่อนข้างใหญ่ของจีน ก่อตั้งเมื่อปี 2541 มีรายได้มากกว่า 30 พันล้านหยวน (หรือกว่าหนึ่งแสนล้านบาท) มีพนักงานมากกว่า 6,000 คน ข้อมูลทางการ (www.junfa.cn) อ้างว่า วางรากฐานธุรกิจใน Kunming มณฑลยูนนาน แล้วยังขยายตัวไปยังเมืองต่างๆ ในแผ่นดินใหญ่ Dali, Lijiang, Xishuangbanna, Chengdu, Guiyang, Shanghai, Hainan, Hangzhou, รวมทั้งเกาะภูเก็ต ประเทศไทย รวมทั้งหมดมากกว่า 50 โครงการ
“หากเป็นการลงทุนคอนโดฯ จำนวนยูนิตสัดส่วนเกือบ 50% จะวางเป้าหมายทำตลาดจีน โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งนักศึกษาที่มาเรียนในไทย คนทำงานออฟฟิศ กลุ่มนักธุรกิจที่มาลงทุนในไทย รวมทั้งซื้อเพื่อลงทุน สำหรับเป็นทางเลือกการเข้าพักของนักท่องเที่ยวจีน กลุ่มที่เดินทางอิสระ (FIT) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และไม่ได้เข้าพักในโรงแรม” (อ้างจากรายงาน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ย่ำถิ่นมังกรใหม่ "ไชน่าทาวน์ห้วยขวาง"

สถาบันภาษาและวัฒนธรรมจีนปักกิ่ง Beijing Chinese Language and Culture College

"สถาบันขงจื้อ" มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.)