จริงหรือเด็กต่างชาติ แห่มาเรียนที่ประเทศไทยไม่สนใจ Ranking?

ปัจจุบันนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการการศึกษาไทย คงไม่สามารถปฎิเสธได้ถึง วิกฤตในมหาวิทยาลัยไทย โดยสามารถสังเกตได้จาก การที่สถาบันการศึกษาไทยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน ทำการออกกลยุทธ์โปรโมชั่นต่างๆ เพื่อแย่งชิงนักศึกษาใหม่ เพื่อความอยู่รอด โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ยอดผู้สมัครสอบแอดมิดชั่นกลางประจำปี 2560 ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยปีนี้จากสถิติมีคนสมัครน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งมีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ 1.การที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงวัย อัตราการเกิดที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง 2.ทางเลือกของนักเรียนในทุกวันนี้มี ตัวเลือกที่เยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ โดยเลือกโครงการรับตรง การสมัครโควต้าพิเศษต่างๆ หรือ แม้กระทั่งการเลือกที่จะไปประกอบธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากมีช่องทางการทำธุรกิจที่มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเรียนระดับปริญญา
จะเห็นได้ว่า ถ้าดูจากอันดับมหาวิทยาลัยของไทย ในจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ของ Times Higher Education มหาวิทยาลัยของไทยจะอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างที่จะเสียเปรียบมหาวิทยาลัยต่างชาติที่ใช้การเรียน-การสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ในทางกลับกัน เรากลับพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในขณะที่นักศึกษาไทยมีจำนวนที่ลดลง กลับมีนักศึกษาต่างชาติที่ทยอยมาเรียนที่ประเทศไทยกลับมากขึ้นเรื่อยๆ


จากข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนในสังกัดและในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า นักศึกษาที่มาเรียนที่ประเทศไทยมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นอันดับ 1 คือ นักศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนเกือบหมื่นคน อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่มหาวิทยาลัยในประเทศจีนนั้นไม่สามารถรองรับจำนวนนักศึกษาจีนที่เพิ่มมากขึ้นได้ และอีกประการคือ นักศึกษาจีนต้องการเพิ่มโอกาสในการทำงานหรือประกอบธุรกิจที่ประเทศไทยในอนาคต ส่วนนักศึกษาที่มาเรียนที่ประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 คือ นักศึกษาชาวเมียนม่า ซึ่งมียอดนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 1,205 คน ในปี พ.ศ.2552 มาเป็น 2,000 คนเศษในปีนี้ หรือ เพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้จึงค่อยเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติที่มาจากทั้งทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และแอฟริกา


ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยที่กำลังเน้นสร้างความเป็นนานาชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนอย่างมหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิตมีนักศึกษานานาชาติที่มาจากหลากหลายประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดย Joona Penttila นักศึกษาจากประเทศฟินแลนด์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุการมาเรียนที่ประเทศไทย ว่า “ต้องการที่จะเรียนรู้มุมมองต่างๆของชาวต่างชาติในต่างแดน เพราะตอนนี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบริการ และประเทศไทยนั้นมีความน่าสนใจโดดเด่นในเรื่องนี้มาก”
ส่วน Kotaro Yanai จากประเทศญี่ปุ่น กล่าวต่อไปว่า “ฉันต้องการเรียนภาษาที่สองและสามในเวลาเดียวกัน และก็ต้องการเรียนรู้การทำธุรกิจระหว่างประเทศ” ในขณะที่ Benjamin นักศึกษาจากประเทศแคมเมอรูน นั้นตัดสินใจมาเรียนที่ประเทศไทยเนื่องจากชอบบรรยากาศต่างๆ กิจกรรมต่างๆที่หลากหลายในมหาวิทยาลัย และอุปนิสัยของคนไทยที่มีความใจดี ชอบช่วยเหลือและมีความเป็นมิตร
ผศ.ดร.กฤษฎา ศรีแผ้ว คณบดี วิทยาลัยนา
นาชาติ ม.รังสิต ได้กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้นักศึกษาต่างชาติ เลือกที่จะมาเรียนที่ประเทศไทย คือ มหาวิทยาลัยไทยต้องสร้างความสุขให้กับนักศึกษาต่างชาติ สนับสนุนการมีส่วนร่วมและช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทย รวมถึง การสร้างบรรยากาศและแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ให้กับนักศึกษา (Inspired, not required) โดยปัจจุบันนี้ นักศึกษาต่างชาติชอบการเรียนรู้โดยการลงมือทำ (Learning by doing) มากกว่าการนั่งเรียนในห้องเรียน
นาชาติ ม.รังสิต ได้กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้นักศึกษาต่างชาติ เลือกที่จะมาเรียนที่ประเทศไทย คือ มหาวิทยาลัยไทยต้องสร้างความสุขให้กับนักศึกษาต่างชาติ สนับสนุนการมีส่วนร่วมและช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทย รวมถึง การสร้างบรรยากาศและแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ให้กับนักศึกษา (Inspired, not required) โดยปัจจุบันนี้ นักศึกษาต่างชาติชอบการเรียนรู้โดยการลงมือทำ (Learning by doing) มากกว่าการนั่งเรียนในห้องเรียน
ดร.กุลบุตร โกเมนกุล รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิเทศสัมพันธ์ วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต กล่าวเสริมว่า นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ สำหรับการมาศึกษาต่อในประเทศไทยที่เป็นแรงจูงใจสำคัญแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการ นั่นคือ ความประทับใจการดูแลของสถานศึกษาไทย ซึ่งหาได้ยากในมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ เช่น การบริการเอาใจใส่นักศึกษาต่างชาติอย่างใกล้ชิด เพราะเราเข้าใจถึงสภาพจิตใจของนักศึกษาที่ต้องห่างบ้านเกิด ต้องเผชิญกับปัญหา Home sick รวมถึง การเจอความแตกต่างทางวัฒนธรรม (Culture shock) ดังนั้น เราจึงมีทีมบริการ 24 ชม. ตั้งแต่การรับส่งที่สนามบิน การดูแลเรื่องที่พักอาศัย การดำเนินอำนวยความสะดวกในเรื่องของวีซ่า การดูแลสุขภาพในการทำประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ การจัดตั้งทีมปรึกษาปัญหา (Case management team) รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ การทำกิจกรรมเสริมต่างๆมากมายร่วมกันกับนักศึกษาไทยและองค์กรในประเทศไทย

http://www.tcjapress.com/2017/09/05/rsu-ac-th-international-college-ranking-ic/

http://www.tcjapress.com/2017/09/05/rsu-ac-th-international-college-ranking-ic/
ก.ศธ.ชี้ มีความเป็นไปได้ ทุนจีนซื้อกิจการ ม.เอกชน ไทย
by Smart SME, 30 สิงหาคม 2561
นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีการขายกิจการให้กับกลุ่มทุนชาวจีนและปลดอาจารย์จำนวนมาก ว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศมีจำนวน 73 แห่ง โดยในจำนวนนี้ก็มีทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำ กลุ่มมหาวิทยาลัยระดับล่างที่คุณภาพต่ำ และจำนวนผู้เรียนลดลงกว่าร้อยละ 50 ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมหาวิทยาลัยคุณภาพต่ำเด็กก็ไม่สนใจที่จะเข้าเรียน
ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวและทบทวนการดำเนินการปรับปรุงให้มีความเหมาะสม เช่น มหาวิทยาลัยเปิดสอน 10 คณะ ก็จะทำให้แต่ละคณะต่างดึงกัน ไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งตนคิดว่ามหาวิทยาลัยควรที่จะคัดเลือกเฉพาะคณะที่มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับมหาวิทยาลัยได้ นำมาสร้างเป็นจุดเน้น ดึงดูดให้เด็กเข้ามาเรียน เพราะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองก็ไม่ได้ต้องการให้มหาวิทยาลัยปิดตัว แต่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวซึ่งต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่หากมหาวิทยาลัยยังนิ่งเฉยก็จะไม่มีใครสนใจเข้ามาเรียน “เราต้องเข้าใจว่าขณะนี้จำนวนนักศึกษาถือว่าลดลงอย่างมากและเป็นไปทั่วโลก หากมหาวิทยาลัยไม่มีการปรับตัว สุดท้ายก็คงต้องปิดตัว ตัวอย่างชัดเจนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีมหาวิทยาลัยปิดไปแล้วกว่า 500 แห่ง สำหรับปัญหาการปลดอาจารย์ ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างก็ต้องปรับจำนวนอาจารย์ด้วย และในส่วนของการปรับหลักสูตรในอนาคตควรจะมุ่งเน้นบูรณาการหลักสูตร ซึ่งหากอาจารย์ไม่ปรับตัว สอนเฉพาะวิชาของตนเอง ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยปรับตัว เปิดสอนในสาขาที่ตรงกับความต้องการของประเทศได้ อาจารย์ผู้สอนสามารถปรับตัวและสอนแบบบูรณาการได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการปลดอาจารย์มหาวิทยาลัย”รมช.ศธ. กล่าว สำหรับกรณีที่มีกระแสว่ากลุ่มทุนจีนจะเข้ามาซื้อกิจการมหาวิทยาลัยไทยนั้น รมช.ศธ.กล่าวว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีเด็กจีนเข้ามาเรียนจำนวนมาก และกลุ่มทุนจีนจะมีลักษณะเข้ามาดำเนินการอย่างครบวงจร จึงอยากเตือนมหาวิทยาลัยให้ปรับตัว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเด็กที่ลดน้อยลง
โดยส่วนตัวมองว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่มีการปลดออกอาจารย์ ส่วนการชื้อขายให้แก่ทุนจีนนั้น ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ทั้งนี้ เท่าที่ทราบขณะนี้มหาวิทยาลัยไม่ได้มีการปรับลดจำนวนอาจารย์ หรือปลดออกอาจารย์อย่างไร เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่ขออัตราอาจารย์เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรุนแรง โดยทุกแห่งต้องแข่งขันกันเรื่องคุณภาพ

ด้วยจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 1,300 ล้านคน ทำให้จีนมีอัตราการแข่งขันสูง โอกาสเข้าศึกษาต่อ
สถาบันภาษา มช. ก็เป็นอีกแหล่งวิทยาการ ที่มี นักศึกษาจีนจาก ม.ดังๆของจีน อาทิ ม.ต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ,ม.ป่าไม้ซีนาน , วิทยาลัยธุรกิจและภาษาต่างประเทศ เมืองคุนหมิง เอกภาษาไทย,เอกสังคมและวัฒน ธรรม แห่มาเรียน กลุ่มที่สำเร็จการศึกษา ส่วนหนึ่ง มองเห็นโอกาสลงทุนทำธุรกิจการค้า ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลจีน ส่งเสริมการเดินทางไปเรียนต่างประเทศอย่างมาก เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆทุกมิติ นักศึกษาจีนจำนวนมาก ได้รับการยกเว้นใช้ทุนคืน กลายเป็นมังกรพลัดถิ่น ผู้ร่วมสานทางมังกรทะลุทลวงไปทุกพื้นที่
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น