จริงหรือเด็กต่างชาติ แห่มาเรียนที่ประเทศไทยไม่สนใจ Ranking?


ปัจจุบันนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการการศึกษาไทย คงไม่สามารถปฎิเสธได้ถึง วิกฤตในมหาวิทยาลัยไทย โดยสามารถสังเกตได้จาก การที่สถาบันการศึกษาไทยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน ทำการออกกลยุทธ์โปรโมชั่นต่างๆ เพื่อแย่งชิงนักศึกษาใหม่ เพื่อความอยู่รอด โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ยอดผู้สมัครสอบแอดมิดชั่นกลางประจำปี 2560 ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยปีนี้จากสถิติมีคนสมัครน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งมีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ 1.การที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงวัย อัตราการเกิดที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง 2.ทางเลือกของนักเรียนในทุกวันนี้มี ตัวเลือกที่เยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ โดยเลือกโครงการรับตรง การสมัครโควต้าพิเศษต่างๆ หรือ แม้กระทั่งการเลือกที่จะไปประกอบธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากมีช่องทางการทำธุรกิจที่มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเรียนระดับปริญญา
จะเห็นได้ว่า ถ้าดูจากอันดับมหาวิทยาลัยของไทย ในจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ของ Times Higher Education มหาวิทยาลัยของไทยจะอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างที่จะเสียเปรียบมหาวิทยาลัยต่างชาติที่ใช้การเรียน-การสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ในทางกลับกัน เรากลับพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในขณะที่นักศึกษาไทยมีจำนวนที่ลดลง กลับมีนักศึกษาต่างชาติที่ทยอยมาเรียนที่ประเทศไทยกลับมากขึ้นเรื่อยๆ

จากข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนในสังกัดและในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า นักศึกษาที่มาเรียนที่ประเทศไทยมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นอันดับ 1 คือ นักศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนเกือบหมื่นคน อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่มหาวิทยาลัยในประเทศจีนนั้นไม่สามารถรองรับจำนวนนักศึกษาจีนที่เพิ่มมากขึ้นได้ และอีกประการคือ นักศึกษาจีนต้องการเพิ่มโอกาสในการทำงานหรือประกอบธุรกิจที่ประเทศไทยในอนาคต  ส่วนนักศึกษาที่มาเรียนที่ประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 คือ นักศึกษาชาวเมียนม่า ซึ่งมียอดนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 1,205 คน ในปี พ.ศ.2552 มาเป็น 2,000 คนเศษในปีนี้ หรือ เพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้จึงค่อยเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติที่มาจากทั้งทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และแอฟริกา
 
ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยที่กำลังเน้นสร้างความเป็นนานาชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนอย่างมหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิตมีนักศึกษานานาชาติที่มาจากหลากหลายประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดย Joona Penttila นักศึกษาจากประเทศฟินแลนด์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุการมาเรียนที่ประเทศไทย ว่า “ต้องการที่จะเรียนรู้มุมมองต่างๆของชาวต่างชาติในต่างแดน เพราะตอนนี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบริการ และประเทศไทยนั้นมีความน่าสนใจโดดเด่นในเรื่องนี้มาก”
ส่วน Kotaro Yanai จากประเทศญี่ปุ่น กล่าวต่อไปว่า “ฉันต้องการเรียนภาษาที่สองและสามในเวลาเดียวกัน และก็ต้องการเรียนรู้การทำธุรกิจระหว่างประเทศ” ในขณะที่ Benjamin นักศึกษาจากประเทศแคมเมอรูน นั้นตัดสินใจมาเรียนที่ประเทศไทยเนื่องจากชอบบรรยากาศต่างๆ กิจกรรมต่างๆที่หลากหลายในมหาวิทยาลัย และอุปนิสัยของคนไทยที่มีความใจดี ชอบช่วยเหลือและมีความเป็นมิตร

ผศ.ดร.กฤษฎา ศรีแผ้ว  คณบดี วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต ได้กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้นักศึกษาต่างชาติ เลือกที่จะมาเรียนที่ประเทศไทย คือ มหาวิทยาลัยไทยต้องสร้างความสุขให้กับนักศึกษาต่างชาติ สนับสนุนการมีส่วนร่วมและช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทย รวมถึง การสร้างบรรยากาศและแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ให้กับนักศึกษา (Inspired, not required) โดยปัจจุบันนี้ นักศึกษาต่างชาติชอบการเรียนรู้โดยการลงมือทำ (Learning by doing) มากกว่าการนั่งเรียนในห้องเรียน
ดร.กุลบุตร โกเมนกุล รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิเทศสัมพันธ์ วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต กล่าวเสริมว่า นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ สำหรับการมาศึกษาต่อในประเทศไทยที่เป็นแรงจูงใจสำคัญแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการ นั่นคือ ความประทับใจการดูแลของสถานศึกษาไทย ซึ่งหาได้ยากในมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ เช่น การบริการเอาใจใส่นักศึกษาต่างชาติอย่างใกล้ชิด เพราะเราเข้าใจถึงสภาพจิตใจของนักศึกษาที่ต้องห่างบ้านเกิด ต้องเผชิญกับปัญหา Home sick รวมถึง การเจอความแตกต่างทางวัฒนธรรม (Culture shock) ดังนั้น เราจึงมีทีมบริการ 24 ชม. ตั้งแต่การรับส่งที่สนามบิน การดูแลเรื่องที่พักอาศัย การดำเนินอำนวยความสะดวกในเรื่องของวีซ่า การดูแลสุขภาพในการทำประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ การจัดตั้งทีมปรึกษาปัญหา (Case management team) รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ การทำกิจกรรมเสริมต่างๆมากมายร่วมกันกับนักศึกษาไทยและองค์กรในประเทศไทย

http://www.tcjapress.com/2017/09/05/rsu-ac-th-international-college-ranking-ic/

ก.ศธ.ชี้ มีความเป็นไปได้ ทุนจีนซื้อกิจการ ม.เอกชน ไทย

by Smart SME, 30 สิงหาคม 2561
นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีการขายกิจการให้กับกลุ่มทุนชาวจีนและปลดอาจารย์จำนวนมาก ว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศมีจำนวน 73 แห่ง โดยในจำนวนนี้ก็มีทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำ กลุ่มมหาวิทยาลัยระดับล่างที่คุณภาพต่ำ และจำนวนผู้เรียนลดลงกว่าร้อยละ 50  ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมหาวิทยาลัยคุณภาพต่ำเด็กก็ไม่สนใจที่จะเข้าเรียน
ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวและทบทวนการดำเนินการปรับปรุงให้มีความเหมาะสม เช่น มหาวิทยาลัยเปิดสอน 10 คณะ ก็จะทำให้แต่ละคณะต่างดึงกัน ไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งตนคิดว่ามหาวิทยาลัยควรที่จะคัดเลือกเฉพาะคณะที่มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับมหาวิทยาลัยได้ นำมาสร้างเป็นจุดเน้น ดึงดูดให้เด็กเข้ามาเรียน เพราะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองก็ไม่ได้ต้องการให้มหาวิทยาลัยปิดตัว แต่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวซึ่งต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่หากมหาวิทยาลัยยังนิ่งเฉยก็จะไม่มีใครสนใจเข้ามาเรียน “เราต้องเข้าใจว่าขณะนี้จำนวนนักศึกษาถือว่าลดลงอย่างมากและเป็นไปทั่วโลก หากมหาวิทยาลัยไม่มีการปรับตัว สุดท้ายก็คงต้องปิดตัว ตัวอย่างชัดเจนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีมหาวิทยาลัยปิดไปแล้วกว่า 500 แห่ง สำหรับปัญหาการปลดอาจารย์ ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างก็ต้องปรับจำนวนอาจารย์ด้วย และในส่วนของการปรับหลักสูตรในอนาคตควรจะมุ่งเน้นบูรณาการหลักสูตร ซึ่งหากอาจารย์ไม่ปรับตัว สอนเฉพาะวิชาของตนเอง ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยปรับตัว เปิดสอนในสาขาที่ตรงกับความต้องการของประเทศได้ อาจารย์ผู้สอนสามารถปรับตัวและสอนแบบบูรณาการได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการปลดอาจารย์มหาวิทยาลัย”รมช.ศธ. กล่าว สำหรับกรณีที่มีกระแสว่ากลุ่มทุนจีนจะเข้ามาซื้อกิจการมหาวิทยาลัยไทยนั้น  รมช.ศธ.กล่าวว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีเด็กจีนเข้ามาเรียนจำนวนมาก และกลุ่มทุนจีนจะมีลักษณะเข้ามาดำเนินการอย่างครบวงจร จึงอยากเตือนมหาวิทยาลัยให้ปรับตัว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเด็กที่ลดน้อยลง
โดยส่วนตัวมองว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่มีการปลดออกอาจารย์ ส่วนการชื้อขายให้แก่ทุนจีนนั้น ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ทั้งนี้ เท่าที่ทราบขณะนี้มหาวิทยาลัยไม่ได้มีการปรับลดจำนวนอาจารย์ หรือปลดออกอาจารย์อย่างไร เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่ขออัตราอาจารย์เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรุนแรง โดยทุกแห่งต้องแข่งขันกันเรื่องคุณภาพ  

คนจีนส่งลูกมาเรียนเชียงใหม่ เรียนเพื่อรู้พร้อม “สู้ทุกสมรภูมิ”



กลุ่มชนชั้นกลางจนถึงกลุ่มรากหญ้า เกือบทุกประเทศทั่วโลก มีจุดดความคิดคล้ายๆกันคือ เข้าใจความยากลำบาก การดิ้นรนต่อสู้ของชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี มีสุข มั่นใจว่า การศึกษา จะเป็นการสร้างโอกาสในชีวิต คือบันไดก้าวสู่ความมั่งคั่ง อำนาจ เกียรติยศ ดังนั้นครอบครัวกลุ่มคนเหล่านี้ จึงพยายามทุ่มเท ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ให้ลูกๆได้มีโอกาสทางการศึกษา
ข้อมูลจากเอชเอสบีซี (แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่นดังระดับโลก) ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มพ่อค้าชาวยุโรป และนักธุรกิจท้องถิ่น ชาวจีนมีเครือข่ายสาขากว่า 10,000 แห่ง ใน 83 ประเทศ ระบุผลศึกษาการลงทุนด้านการศึกษาแต่ละประเทศ ล่าสุดพบว่าฮ่องกง ใช้เงินเพื่อการศึกษาลูกต่อปีมากที่สุด 132,161 ดอลล่าร์สหรัฐ, สิงค โปร์ 70,939, สหรัฐอเมริกา 58,464, ของไทยคงไม่ต้องเสนอซ้ำๆซากๆ ขอพุ่งไปที่จีนมีตัวเลข 42,892 ถ้าใช้ตัวเลขค่าแลกเปลี่ยนวันนี้เอา 30 บาทคูณเข้าไป เฉพาะจีนก็ราวๆ 1.2 ล้านบาท/ปี
ด้วยจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 1,300 ล้านคน ทำให้จีนมีอัตราการแข่งขันสูง โอกาสเข้าศึกษาต่อ
มหาวิทยาลัยชั้นนำในจีน 150 แห่งยากลำบาก จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่คนจีนบางกลุ่ม หันมาส่งลูกหลานศึกษาต่างประเทศ กระแสนิยมของคนจีนส่งลูกมาเรียนที่เชียงใหม่ มีมานานกว่า 10 ปี ด้วยมหาวิทยาลัยดังๆในเชียงใหม่ ทั้งของรัฐและเอกชน มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา เช่น ม.แม่โจ้, มช. ,ม.นอร์ท, ม.พายัพ ไม่นับรวมสายอาชีวะ สายเทคนิค
สถาบันภาษา มช. ก็เป็นอีกแหล่งวิทยาการ ที่มี นักศึกษาจีนจาก ม.ดังๆของจีน อาทิ ม.ต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ,ม.ป่าไม้ซีนาน , วิทยาลัยธุรกิจและภาษาต่างประเทศ เมืองคุนหมิง เอกภาษาไทย,เอกสังคมและวัฒน ธรรม แห่มาเรียน กลุ่มที่สำเร็จการศึกษา ส่วนหนึ่ง มองเห็นโอกาสลงทุนทำธุรกิจการค้า ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลจีน ส่งเสริมการเดินทางไปเรียนต่างประเทศอย่างมาก เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆทุกมิติ นักศึกษาจีนจำนวนมาก ได้รับการยกเว้นใช้ทุนคืน กลายเป็นมังกรพลัดถิ่น ผู้ร่วมสานทางมังกรทะลุทลวงไปทุกพื้นที่
จากนั้นจะมีกลุ่มทุนจีน เข้ามาเติมรุกคืบลงทุนตามฐานข้อมูล”รู้เขา รู้เรา รบกี่ครั้งก็ชนะ” นักศึกษาจีนไม่น้อย ที่จบจาก ม.แม่โจ้ กลายเป็นหนึ่งในผู้ประสานงานค้าพืชไร่ ให้ล้งจีน เมื่อเชี่ยวชาญแยกออกมาทำเอง สามารถประสบผลสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว บางคนเป็นเจ้าของกิจการ ที่พักในเชียงใหม่เพื่อรองรับกลุ่มทัวร์จีนโดยเฉพาะก็เยอะ ที่น่าติดตามคือการเข้ามาร่วมบริหารจัดการมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กในหลายภูมิภาคของไทย ซึ่งมีเชียงใหม่อยู่ในนั้นด้วยแถวๆเขตเมือง โดยการเจรจายังไม่บรรลุข้อตกลงด้านราคา
นักวิชาการศึกษาในมหาวิทยาลัยดังของเชียงใหม่ หลายๆท่านมองว่า การซื้อกิจการ ม.เอกชน น่ากังวล เพราะการผลิตบัณฑิตจีน ให้มีความรู้ความเข้าใจบริบทของสังคมไทย รู้ถึงวิธีคิด วิถีชีวิตคนท้องถิ่น อาจจะส่งผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในอนาคตได้ ด้านดีคือธุรกิจ ตลาดการศึกษา หลายๆเมืองในบางประเทศ ประสบผลสำเร็จ ในการสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่ไทยยังต้องใช้เวลาเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น
โดยบริบทของสังคมไทยนั้น ความนิยมที่จะส่งลูกหลานไปเรียนที่จีน ยังมีน้อย ต่อไปบัณฑิตจีนอาจแย่งงานบัณฑิตไทย เพราะเด็กไทยส่วนหนึ่งติดโซเชียล ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยดี ไม่ขยัน ขาดความมุ่งมั่น ทุ่มเท พ่อแม่ตามใจ แม้สังคมไทยจะขยับ ปรับกระบวนท่าอย่างช้าๆเพื่อก้าวทันทุกสมรภูมิ แต่กลุ่มผู้ปกครองต้องเร่งปรับชุดความคิด ในการวางรากฐานชีวิตลูกหลาน
มหาวิทยาลัยที่ดี เหมาะสมกับทุกชีวิตคือ มหาวิทยาลัยธรรมชาติ ใต้แผ่นฟ้า ทุ่งกว้าง ป่าเขา สังคม ทุกๆสิ่ง ในทุกประสบการณ์ที่ได้รู้ ได้เห็น คือ วัตถุดิบ ต้นทุนของทุกชีวิต ที่จะมองเห็นคุณค่า ในการสร้างมูลค่าให้ชีวิตได้อย่างไรมากกว่า การเรียนไม่ว่าระดับใด ที่ไหน ถ้าไม่ใส่ใจเรียนเพื่อรู้ หรือเรียนแบบงูๆปลาๆรู้ไม่จริง ก็ไร้ประโยชน์ แต่อย่าลืม สังคมไทย ใบปริญญายังเป็นใบเบิกทางที่สังคมให้การยอมรับที่สุด
(ขอบคุณ : ภาพประกอบบางส่วนจาก สถาบันภาษา มช.)

นักศึกษาจีนโวยมหา’ลัยเอกชน จัดสอนไม่มีคุณภาพ

นักศึกษาจีนโวยมหา’ลัยเอกชน จัดสอนไม่มีคุณภาพ
24 พฤศจิกายน 2559



“ชัยพฤกษ์” เผยนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในไทย ร้องมหาวิทยาลัยจัดสอนไม่มีคุณภาพ สอนไม่ครบหลักสูตร เบื้องต้นพบเป็นม.เอกชน 3 แห่ง 
ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมี นโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค หรือ Education Hub ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี มีนักเรียน นักศึกษาจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาเรียนในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศจีนมีมากถึงประมาณ 50,000 คน แบ่งเป็นระดับอุดมศึกษาประมาณ 20,000คน และระดับต่ำกว่าอุดศึกษา ประมาณ 30,000 คน ขณะเดียวกันมีนักเรียน นักศึกษาจากประเทศไทยไปเรียนประเทศจีน ประมาณ 29,000 คนอย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตนได้รับการร้องเรียน จากนักศึกษาประเทศจีน ที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยไทยเข้ามายัง ศธ. ว่า มีมหาวิทยาลัยบางแห่งรับนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนเป็นหลักพันคน และมีปัญหาในเชิงคุณภาพ สอนไม่ครบตามหลักสูตร ไม่ครบชั่วโมง บางแห่งแทบจะไม่มีการเรียนการสอน แต่มีการออกเกรดให้แก่นักศึกษา และอาจารย์บางคน มีการเรียนรับผลประโยชน์แลกกับผลการเรียน อาจารย์บางคนมีคุณสมบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)กำหนด รวมถึงมีการออกใบเสร็จรับเงินค่าเล่าเรียนไม่ตรงกับเงินที่เก็บจริงจากนักศึกษา ซึ่งได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้สกอ. ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งทราบว่าสกอ.จะประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาภายในสัปดาห์นี้
“มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่เปิดรับนักศึกษาจากประเทศจีนเข้าเรียนจำนวนมากมีประมาณ 6 แห่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน และในจำนวนนี้มี 3 แห่งที่ถูกร้องเรียน โดยทั้งหมดอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ มาตรฐานการศึกษาของประเทศได้รับความเสียหาย ซึ่งศธ.ไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยผมจะรายงานเรื่องดังกล่าวให้พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ รับทราบต่อไป”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว 



ชิง 4 หมื่นล้าน แย่ง น.ศ.ต่างชาติ ม.เอกชนแข่งเดือดลุยเจาะ ‘จีน-อาเซียน’

ตลาด 3.7 หมื่นล้านแข่งเดือด “มหาวิทยาลัยเอกชน” ปรับกลยุทธ์ ดึงนักศึกษาต่างชาติ จีนเนื้อหอมสุด “ม.รังสิต” ตั้งตัวแทนนอกประเทศ ผนึกออสเตรเลีย-จีน เปิดหลักสูตร 3 ปริญญา ปี 60 เพิ่มคอร์สตลาดทุน-การเงิน รุกตะวันออกกลาง “ธุรกิจบัณฑิตย์” ลุยอาเซียน-อินเดีย-ศรีลังกา ม.กรุงเทพยึดจีน-เวียดนาม “หอการค้าฯ” ปักธง CLMV

ชิง 4 หมื่นล้าน

ท่ามกลางความอิ่มตัวของตลาดการศึกษาในประเทศไทย และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้แวดวงการศึกษาต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะเด็กเกิดใหม่ลดลง และจำนวนผู้เรียนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ประกอบกับมหาวิทยาลัยรัฐและราชภัฏได้ปรับตัวรับนักศึกษาที่มีอยู่จำนวนจำกัดไปก่อนหน้านี้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเอกชนต้องเร่งปรับแผนธุรกิจอย่างหนัก ด้วยกลยุทธ์ทุกรูปแบบ เจาะตลาดนักศึกษาต่างชาติ ทั้งในกลุ่มประเทศ CLMV รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชีย, ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ เป้าหมายหวังเพิ่มยอดนักศึกษา 10-30%

S__7815199

ธุรกิจบัณฑิตย์ลุยอาเซียน

ผศ.ดร.คม คัมภิรานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่า ภาพรวมนักศึกษาต่างชาติใน มธบ. ขณะนี้มี 2,000 คน เป็นนักศึกษาจีน 1,900 คน โดย 80% ของนักศึกษาจีนจะศึกษาในวิทยาลัยนานาชาติจีน-อาเซียน และวิทยาลัยนานาชาติ กับหลักสูตรภาษาไทยอย่างละ 10%
หลักสูตรยอดนิยม คือ บริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว และการโรงแรม อัตราการเติบโตของนักศึกษาต่างชาติ 10-15% ต่อปี ซึ่ง มธบ. จะคงสัดส่วนนี้ไว้ เพื่อควบคุมคุณภาพการเรียนการสอน เนื่องจากมีแผนทำการตลาดผ่านเอเย่นต์ในประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งตลาดจีนถือว่าน่าสนใจที่สุด
นอกจากนี้จะมุ่งเน้นเจาะตลาดกลุ่มอาเซียนเป็นหลักอีกด้วย โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศกัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา เนื่องจากพวกเขามีความคุ้นเคย และมีความสนใจการศึกษาของไทยอย่างมาก
“ผมมองว่าตลาดอาเซียนยังสดใส เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจค่อนข้างเติบโต ทั้งยังมีความร่วมมือกับไทยทางการค้ามายาวนาน น่าจะเป็นประโยชน์ที่จะเข้ามาเรียนรู้ภาษาไทยพร้อมๆ กับการทำธุรกิจ”
ส่วนประเทศอื่นที่จับตามองคือ อินเดียและศรีลังกา เพราะสองประเทศนี้สนใจที่จะมาทำการค้ากับไทยในอนาคต
Credit : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21/4/2559


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ย่ำถิ่นมังกรใหม่ "ไชน่าทาวน์ห้วยขวาง"

สถาบันภาษาและวัฒนธรรมจีนปักกิ่ง Beijing Chinese Language and Culture College

"สถาบันขงจื้อ" มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.)